“ความคิดดีๆ แต่อยู่ในมือคนห่วยๆ ”

ณ องค์กรยักษ์ใหญ่ แห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง

กรวิชญ์ พนักงานหนุ่มกำลังเสนอแผนการทำงานรูปแบบใหม่ ให้กับผู้บริหาร

เขาบรรยาย ตั้งแต่หลักการทำงานเชิง “นวัตกรรม” ที่องค์กรใหญ่ๆทั่วโลกเริ่มนำมาใช้

ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)

หรือ การทำงานอย่างรวดเร็ว (agile) และ คล่องแคล่ว (lean)

กรวิชญ์ นำเสนอ หนทางเดียวที่จะสร้างให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในองค์กร

คือ การตั้งบริษัทใหม่ หรือ ที่เรียกกันว่า “สปิน-ออฟ (Spin-off)”

ผู้บริหารรุ่นเก๋าท่านหนึ่งถาม

“แล้วโครงสร้างของบริษัทนี้จะเป็นอย่างไร”

กรวิชญ์ นำเสนอ โครงสร้างแบบใหม่ ที่ไม่ซับซ้อน เน้นความเรียบง่าย

หากไม่มี กล่อง ตำแหน่งอะไรมากมาย มีลำดับขั้นที่ไม่มาก

องค์กรก็จะสามารถสื่อสารกันได้อย่างสะดวก

ตัดสินใจอะไรได้อย่างรวดเร็ว

ผู้บริหารด้าน HR ทำหน้าสงสัยขั้นรุนแรง แล้วถามกรวิชญ์ว่า

“แล้วคุณจะให้ใครย้ายไปทำงานบริษัทนี้บ้าง”

กรวิชญ์อึ้งไปเล็กน้อย แล้วตอบว่า

“องค์กรแห่งนี้ เนื่องจากมีวิธีการทำงานแบบใหม่

เราต้องการคนที่อยากจะทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนจากองค์กรปัจจุบันก็ได้”

ผู้บริหารด้าน HR ดูไม่สบอารมณ์ แล้วบอกที่ประชุมว่า

“แล้วค่างาน ตำแหน่งต่างๆ มันเป็นอย่างไร

ยังไง ผมต้องเปรียบเทียบกับ บุคลากรที่นี่ด้วย

คนที่อยู่ที่เดิม เขาจะได้ไม่รู้สึกแย่ เราต้องยุติธรรมกับทุกคน”

แล้วทิ้งท้ายไว้ต่อ “บริษัทเรามีผู้บริหารเก่งๆมากมาย คุณน่าจะให้พวกเขาไปช่วยดูนะ”

………………………………………..

เรื่องราวความตื่นตัวทางด้านการสร้าง “นวัตกรรม (Innovation)” ในองค์กรไทย มีให้เห็นชัดมากๆในปีที่ผ่านมา

อาจจะเป็นเพราะ นโยบาย “ไทยแลนด์ (4.0)” ก็เป็นได้

หลายบริษัทตัดสินใจ แยกบริษัทออกไป สร้างของใหม่

คล่องตัวมากขึ้น ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ทดลองได้มากขึ้น

เป็น “แนวคิด” ที่ดี และ มีการทำอย่างมากมายในต่างประเทศ

หากแต่ว่า ความสำเร็จ ของ “การตั้งบริษัทใหม่” เพื่อสร้าง “นวัตกรรม”

ก็ยังคงไม่ชัดเจน ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน

สตีฟ จ็อปส์ (Steve Jobs) เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

ถ้าคุณเอา ความคิดห่วยๆ ให้คนดีๆ ทำ

คนดีเหล่านั้น จะทำให้ความคิดห่วยๆ กลับกลายเป็น “ของดี” ได้

แต่ถ้าคุณมีความคิดดีๆ ความคิดที่เยี่ยมยอด ความคิดที่เปลี่ยนโลก บางอย่าง

แล้ว ปล่อยให้มันไปอยู่ใน “น้ำมือ” ของคนห่วยๆ

ในเวลาไม่นาน ความคิดดีๆเหล่านั้น ก็จะกลายเป็น “ของห่วย” ไปในที่สุด

สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ “ความคิด”

แต่เป็น คนที่ลงมือตั้งต้น “ปั้นความคิด” นั้นให้เป็นรูปธรรม ต่างหาก

เอริค ชมิดส์ (Eric Schmidt) ประธานกรรมการบริษัท อัลฟาเบธ (Alphabet)

หรือ บริษัทแม่ของ กูเกิ้ล (Google) ก็เคยถูกถามว่า

ในโลกที่ อนาคตไม่แน่นอน คาดเดายาก

ความเก่งในวันนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยัน สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

คุณจะเลือกคนแบบไหนเข้ามาทำงาน

เอริค ชมิดส์ ไม่ลังเล ตอบได้ทันที

มีอยู่เพียงสองข้อเท่านั้น

หนึ่ง ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity)

ในโลกที่อะไรๆก็ไม่แน่นอน ความรู้ที่ดี ไม่ได้อยู่กับตัวคนทำงานในองค์กร

แต่อยู่กับ “ลูกค้า” และ “โลกภายนอก”

การจะสร้างธุรกิจอะไรสักอย่างเกิดจาก การ “แก้ปัญหา” ที่ผู้คนมีอยู่

แม้ว่า เขาจะรู้ตัว หรือไม่ก็ตาม

เราจะแก้ปัญหาได้ เราต้อง “เห็นปัญหา”

การเห็นปัญหา จึงเหมือน เห็น “โอกาส”

คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว

จะไม่ค่อยเห็น “ปัญหา” และเช่นกัน ก็จะไม่เห็น “โอกาส”

ถ้าพนักงานเป็นเช่นนั้น องค์กรก็จะมืดบอด

การสร้าง “นวัตกรรม” ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

“ความอยากรู้อยากเห็น” จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญ สำหรับ “นวัตกร”

สอง คือ “ความอดทน กัดไม่ปล่อย (Persistent)”

ในโลกที่ ไม่แน่นอน

ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ “ลงมือทำ” ไปแล้ว

ส่วนใหญ่จะผิดพลาด ลูกค้าไม่ชอบ โดนด่า ไม่สำเร็จ

หากไม่มี “ความอดทน กัดไม่ปล่อย”

หรือ “หน้าบาง” ล้มเหลวไม่เป็น

ล้มทีเดียว ก็อ้างโน่นนี่ ไม่กล้าลุยต่อ

คนแบบนี้ ชอบอยู่ใน “ห้องประชุม” ออกความเห็น พูดจาฉลาด หลักการทฤษฎีมากมาย

แต่ พอให้ไปคุยกับ “ลูกค้า” ก็จะเขินอาย ชอบอธิบายความคิดของตัวเอง ไม่พยายามเข้าใจลูกค้า

สิ่งเหล่านี้ ทำให้องค์กรไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากลูกค้า

หากพนักงานมี “ความอดทน” ต่อสิ่งที่ไม่คาดหวัง ความล้มเหลวไม่เป็นท่า

แล้ว “ลุกขึ้นมาใหม่ ได้อย่างรวดเร็ว” หรือภาษาทางนวัตกรรมเรียกว่า “การทำซ้ำ (Iteration)”

องค์กรจะ “เดินหน้า” ไปทีละนิด ทีละนิด จนถึง “เป้าหมาย” ในการสร้างนวัตกรรม ในที่สุด

“อยากรู้อยากเห็น” และ “อดทน กัดไม่ปล่อย”

นี่แหละ คนที่จะช่วยสร้าง “อนาคต” ในโลกที่ไม่แน่นอน

จะตั้งบริษัทใหม่ อีกสักกี่สิบบริษัท

จ้างที่ปรึกษา มาจัด “โครงสร้าง” กันอีกกี่สิบรอบ แบบที่หลายองค์กรชอบทำกันเป็นกิจวัตร

ย้ายผู้บริหาร หาที่ลงวนเวียนกันไปมา จะด้วยเหตุผลอะไรก็สุดแล้วแต่

ก็คงเหมือนเอา GPU ความเร็วสูงไปให้กับคนที่เพิ่งหัดใช้ “คอมพิวเตอร์”

เหมือง “บิทคอยน์” ที่เป็นธุรกิจพันล้าน ก็คงจะไม่มีทางได้เกิด

ในโลกอนาคต ที่อะไรๆก็ไม่แน่นอน

ทักษะ HR ที่ผู้บริหารรุ่นเก๋า ต้องมี ไม่ใช่เรื่อง โครงสร้าง หรือ ค่างาน อีกต่อไป

แต่เป็นการ “เลือกคนที่ถูกต้อง” เข้ามาทำงาน

ความคิดห่วยๆ  ที่ใครๆว่าเป็นไปไม่ได้นั่นแหละ

จะกลายเป็น “ทองคำ”  ในที่สุด (fun�f0��

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ