“คาถากันตาย ของผู้บริหารยุคใหม่”

แผ่นดินไหว ที่ว่าแน่ๆ

ส่วนมากแล้ว ยาวนานไม่เกิน 1 นาที ก็มีอันจบลง

แต่วันที่ 11 มีนาคม 2011 ณ ประเทศญี่ปุ่น

ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์

ยาวนานถึง 6 นาทีด้วยกัน

นานกว่า 6 เท่าของแผ่นดินไหวทั่วไป

ด้วยความรุนแรงขั้นสุดกว่า 9 ริกเตอร์

บ่ายสองโมง สี่สิบห้านาที

แผ่นดินไหวสิ้นสุด ไฟฟ้าดับทั่วเมืองฟุคุชิมา

ไม่เว้น แม้แต่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุคุชิมา ไดอิชิ

ถ้าเป็นที่บ้านคนทั่วไป

ไฟฟ้าดับ ทำให้มองไม่เห็น ต้องจุดเทียน

ไม่มีอะไรซับซ้อน

แต่สำหรับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นั้น

ไฟฟ้าดับ หมายถึง เครื่องปั๊มน้ำหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์ ไม่ทำงาน

แท่งแร่ยูเรเนียม ที่มีความร้อนสูงมาก จากการผลิตกระแสไฟฟ้า

หากไม่มีกระแสน้ำหล่อเย็น คอยควบคุมอุณหภูมิ

ก็อาจจะละลาย กลายเป็น “กัมมันตรังสี” รั่วไหลได้

ทันทีที่ไฟฟ้าดับ

เครื่องยนต์ดีเซลสำรอง ก็ทำงานเพื่อปั่นไฟให้เครื่องปั๊มน้ำหล่อเย็นทันที

ดูเหมือนว่า ครั้งนี้ก็เป็นเหมือนทุกๆครั้งที่ไฟฟ้าดับในเมืองแห่งนี้

แผนสำรองการปฏิบัติการในสไตล์แบบญี่ปุ่น

ไม่เคยทำให้ต้องกังวลใจในความปลอดภัย

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ผลิตกระแสไฟฟ้ามาหลายสิบปี

ไม่เคยเป็น “ศัตรู” กับผู้อยู่อาศัยละแวกนั้นเลยแม้แต่น้อย

เวลาบ่ายสามโมงสองนาที

รัฐบาลประกาศเตือน คลื่นสึนามิสูง “สิบฟุต”

กำลังเคลื่อนตัวเข้าโรมรัน หัวเมืองฟุคุชิมา

ให้ประชาชน เตรียมตัวอพยพ อย่างทันท่วงที

เป็นประกาศที่ ไม่ได้ทำให้ผู้คนตกใจ

เพราะเมืองแถบนี้ในประเทศญี่ปุ่น ต้องเจอกับคลื่นสึนามิ เป็นประจำอยู่แล้ว

ภายนอกชายฝั่ง มีแนวกั้นคลื่นสูง “สามสิบสามฟุต. ที่ถูกสร้างเอาไว้เป็นกำแพงเมือง

โรงไฟฟ้าฟุคุชิมาไดอิชิ ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชัน

สูงจากระดับน้ำทะเลถึง สามสิบฟุต ทีเดียว

ไอ้คลื่นสึนามิระดับสิบฟุต คงจะเป็นเหมือนเด็กน้อย ไปถนัดตา

ไม่มีอะไรต้องกังวล

เวลาบ่ายสามโมง ยี่สิบห้านาที

คลื่นชุดแรกซัดเข้าหาแนวกั้นคลื่น

มันมีความสูงกว่า “หกสิบ” ฟุด

สูงกว่าแนวกั้นคลื่นกว่า สองเท่า

สูงกว่าที่รัฐบาลประกาศเตือนกว่า หกเท่า

คลื่นซัดเข้า “โรมรัน” เมืองฟุคุชิมา

ผ่านแนวกั้นคลื่น และ เข้าถึงโรงฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุคุชิมาไดอิชิ ในไม่ช้า

พนักงานสองคนจมน้ำ หายไปต่อหน้าต่อตาเพื่อนๆ

น้ำทะเลรุกล้ำเข้ามาในโรงไฟฟ้า ดั่งภาพในหนังภาพยนตร์ภัยธรรมชาติจากฮอลลีวูด

ไม่มีอะไรจะห้ามหายนะครั้งนี้ได้อีกแล้ว

ความมืดเข้าปกคลุม โรงไฟฟ้าแห่งนี้

เครื่องปั่นไฟเพื่อผลิตน้ำหล่อเย็น ถูกน้ำท่วม ไม่สามารถทำงานได้แล้ว

เตาปฏิกรณ์ที่มีอุณหภูมิสูงทั้งสาม กำลังจะละลาย

กัมมันตรังสีกำลังจะรั่วไหลออกสู่ทะเล

และนี่คือ จุดเริ่มต้นของหายนะกัมมันตรังสีที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ประชาชน 134,000 คนถูกอพยพออกจากพื้นที่ให้ห่างจากบริเวณโรงไฟฟ้า รัศมียี่สิบกิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ลงสำรวจพื้นที่ และ พบว่ามี “ปัญหาใหญ่” เกิดขึ้น

นั่นคือ เครื่องวัดปริมาณกัมมันตรังสีที่รั่วไหลออกมามีไม่พอ

การที่จะควบคุม สิ่งที่วัดค่าไม่ได้นั้น เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลย

โจอี้ อิโต นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น กำลังนอนไม่หลับ อยู่ที่ บอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

เขาเพิ่งผ่านการสัมภาษณ์งาน 9 ด่านจาก มหาวิทยาลัย MIT ชื่อดังก้องโลก

เพื่อที่จะเข้าทำงานเป็น หัวหน้าของ MIT Media Lab

ศูนย์วิจัยที่ “ล้ำ” ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

พรุ่งนี้ยังมีอีก 13 การสัมภาษณ์ที่เขาจะต้องผ่านไปให้ได้

เขาเปิดโทรทัศน์ขึ้นมาตอนดึกเพื่อที่จะเป็นเพื่อน หลับไปด้วยกัน

กลับต้องมาเจอแต่ ข่าว เกี่ยวกับภัยธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ของญี่ปุ่น

พร้อมๆกับ “กัมมันตรังสี” จากแร่ยูเรเนียม

ที่ค่อยๆรั่วไหลลงสู่ทะเล และ พื้นที่ใกล้เคียงในแถบ ฟุคุชิมา

โจอี้ เปิดโทรศัพท์ขึ้นมาก็พบกับ “ข้อความ” มากมาย

ส่งถึงเขา ถึงเพื่อนของเขา สอบถามถึงความปลอดภัยของคนญี่ปุ่น

สิ่งแรกที่โจอี้ทำคือ โทรหาครอบครัว ของเขา

ปรากฏว่า สัญญาณ โทรศัพท์ของประเทศญี่ปุ่น ไม่สามารถใช้งานได้อยู่หลายจุด

โชคดีที่ “อินเทอร์เน็ต” ยังพอใช้งานได้

โจอี้ใช้เวลา ไม่ถึง ชั่วโมง ก็สามารถยืนยัน ความปลอดภัยของครอบครัวและ ญาติ ได้

โจอี้ นั่งนิ่งไป สักพักหนึ่ง แล้วนึกกับตัวเองว่า

“เขาน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ”

กรณี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ ฟุคุชิมะ

เป็นกรณีศึกษา ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การบริหารจัดการเหตุภัยธรรมชาติ

การบริหารจัดการ กัมมันตภาพรังสี รั่วไหล

ซึ่ง โลกทั้งโลก ได้รับบทเรียนราคาแพง เป็นที่เรียนร้อย

แต่ หากว่า มีอีกหนึ่งแง่มุม ที่สะท้อนให้เห็นถึง “โลกที่เปลี่ยนไป”

โจอี้ และ ผองเพื่อน ในวงการเทคโนโลยี และ นวัตกรรม

กำลังจะแสดงให้ “โลก” เห็นว่า

เทคโนโลยี ที่พวกเรามีอยู่ในปัจจุบัน มันทรงพลัง และ สร้างประโยชน์ให้มนุษยชาติมากแค่ไหน

โรงไฟฟ้า ฟุคุชิมะ ไดอิชิ ถูกคลื่นสึนามิเข้าโรมรัน

เครื่องปั่นไฟฟ้าสำรอง ถูกน้ำท่วม

เครื่องหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ยูเรเนียม หยุดทำงาน

แร่ยูเรเนียม ที่ร้อนถึงขีดสุด ค่อยๆหลอมละลาย

กลายเป็น กัมมันตรังสี ปนเปื้อน ออกสู่บริเวณโดยรอบอย่างรวดเร็ว

ดังความมืด ที่ค่อยๆคลืบคลาน กลบแสงของวันในเมืองฟุคุชิมะ

ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

โจอี้ อิโต ชาวญี่ปุ่น ถูกเชิญไปสัมภาษณ์งาน

เพื่อเข้ารับตำแหน่งเป็น หัวหน้าของ MIT Media Lab

สถาบันวิจัยที่ “ล้ำ” ที่สุดในมหาวิทยาลัยระดับโลก MIT

ทันทีที่ได้ยิน “ข่าวร้าย” ที่ประเทศบ้านเกิด

โจอี้ติดต่อทางบ้าน เช็คว่า ทุกอย่างโอเค ไม่มีใครได้รับผลกระทบ

เขานั่งลงบนเตียง แล้วคิดกับตัวเองว่า

“คงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”

ปัญหาที่ใหญ่ทีสุด เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

ก็คือ “ไม่มีใครรู้ว่า กัมมันตรังสี ได้แผ่ไปถึงไหน แล้ว”

วิธีการที่ บริษัท Tokyo Electric หรือ TEPCO ก็ล้าสมัยไปเสียแล้ว

รัฐบาลญี่ปุ่นเอง ก็ไม่คุ้นเคยกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

เรียกได้ว่า “ข้อมูล” ไม่น่าเชื่อถือ

จะอพยพคนไปที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ก็เหมือน ตาบอด คลำช้าง

โจอี้ โทรหาเพื่อนๆในแวดวงเทคโนโลยี จากทั่วโลก ที่รู้จักกันดี

แล้วเริ่ม พูดคุย ที่จะแก้ปัญหานี้

ไม่ต้องเจอหน้ากัน วางแผนงานผ่านอินเตอร์เน็ท

แรกสุด พวกเขาคิดว่า ทำอย่างไรก็ได้ ที่จะหาเครื่อง Geiger Counter

หรือ เครื่องวัดกัมมันตรังสี คุณภาพดีให้ได้มากที่สุดจากทั่วโลก

แล้วระดมคนออกลงสำรวจพื้นที่จริงๆ

แดน ซิท บริษัทที่ผลิตเจ้าเครื่องนี้ บริจาคเครื่องให้ส่วนหนึ่ง

ปีเตอร์ แฟรงเคน และ ชอน บอนเนอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน

ทั้งคู่ อาศัยอยู่ที่เมือง ลอสแองเจลิส อีกฟากของประเทศอเมริกา

มีความพยายาม ที่จะสั่งซื้อ เจ้าเครื่องนี้ นำไปส่งที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ไม่ประสบผลเท่าที่ควร

เพราะได้มีความ ตระหนก เกิดขึ้นในแถบรัฐแคลิฟอร์เนีย

ผู้คนกลัวว่า กัมมันตรังสีรั่วไหล ที่กำลังเกิดขึ้นในอีกซีกโลก

จะแพร่ มาหนึ่งชายฝั่งตะวันตกของประเทศ ในไม่ช้า

ทำให้ คนในสหรัฐอเมริกา ก็อยากจะเก็บเจ้าเครื่องนี้เอาไว้กับตัว ไม่ปล่อยไปให้ที่ญี่ปุ่น

โจอี้ พบว่า ถ้าเขาอยากจะช่วยให้ปัญหานี้คลี่คลาย

เขาคงจะต้อง สร้างเจ้าเครื่องนี้ ขึ้นมาเสียเอง

ไม่รอช้า เขาระดมสมองกับ สมัครพรรคพวก

บอนเนอร์ ช่วยติดต่อ “ฮวง” ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย MIT

ผู้ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการ “Hardware” ในประเทศจีน

สามารถสร้าง “ของ” ขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น คุณภาพดี

ใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ ก็สามารถสร้างเครื่อง Geiger Counter ได้จำนวนมาก

ทีมงาน ลงพื้นที่ ฟุคุชิมะ ทันทีหลังจากได้เครื่องเหล่านี้ ไว้ในมือ

พวกเขาแจกจ่าย ให้กับอาสาสมัคร ที่จะลงพื้นที่ อย่างรวดเร็ว

แล้วก็พบว่า การวัดค่ากัมมันตรังสี ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้น ไม่ถูกต้อง

เนื่องจากวัดโดยการบินสำรวจ จากเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ค่าที่วัด ไม่เสถียร

ทีมงานต้องรีบทำการเก็บข้อมูล โดยเครื่องวัดผล Geiger Counter บนภาคพื้นดิน

แล้วหาวิธีส่ง ข้อมูล เหล่านี้ ไปให้ถึงมือประชาชนและผู้อพยพโดยเร็ว

โจอี้ ติดต่อ มาเซลิโน อัลวาเรส เจ้าของธุรกิจโทรคมนาคม ในรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา

มาเซลิโน ช่วยสร้างเวปไซต์ ที่เผยแพร่ ข้อมูลของกัมมันตรังสีขึ้นมาโดยใช้เวลาไม่กี่วัน

เรย์ ออสซี่ วิศวกรที่เคยทำงานอยู่ที่บริษัท ไมโครซอฟ ก็อาสามาช่วยในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)

ทีมงานตั้งชื่อเวปไซต์เผยแพร่ข้อมูลนี้ว่า “เซฟคาสต์ (Safecast)”

เงินทุนที่ใช้ในการทำโครงการนี้เกิดจากการระดมทุนผ่าน “Kickstarter”

เวปไซต์ “ระดมทุนผ่านมวลชน (Crowdfunding)” ชื่อดังระดับโลก

Safecast ได้ทำการเก็บข้อมูลต่อเนื่อง เป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปี

ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ กว่า 50 ล้านจุด

และที่สำคัญ ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ในทันที (Real-time)

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ยังใช้ข้อมูลจาก Safecast ในการเรียนรู้ เรื่องการกระจายตัวของกัมมันตรังสี

มาจนถึง ทุกวันนี้

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ โลกที่เชื่อมถึงกัน

โจอี้ อิโต เขียนเอาไว้ใน หนังสือขายดีระดับโลก ชื่อว่า “Whiplash”

องค์กรในโลกอนาคต สามารถจะทำงานได้ อย่างรวดเร็ว ด้วย “ค่าใช้จ่าย” ที่ถูกลงมาก

เราอาจเคยได้ยินคำว่า “เผื่อๆไว้ก่อน” หรือ “Just in case” ในที่ประชุมองค์กรหลายแห่ง

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดงบประมาณ การทำโครงการ ต่างๆนานา

เรามักจะขอ “เผื่อ” เนื่องจาก อนาคตอาจจะไม่มีความแน่นอน

และ กระบวนการที่ไม่ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน จึงต้อง “ขอเผื่อมาก่อน”

ถ้าได้ใช้ก็ดีไป ถ้าไม่ได้ใช้ก็เป็น “เงินจม” ที่ไม่เกิดประโยชน์

เป็น “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่องค์กรต้องแบกรับเอาไว้ อย่างเสียมิได้

หาก แต่ว่าโลกใบนี้ ที่ติดต่อถึงกันมากขึ้น และ มีเทคโนโลยี มากมาย

ไม่ใช่แค่การสื่อสาร แต่ รวมถึงการ ระดมหัวสมอง (Crowdsourcing) และ ระดมทุน (Crowdfunding)

จะทำให้แนวคิดเรื่อง “เผื่อไว้ (Just in Case)” ต้องเปลี่ยนมาเป็น “ทันที (Just in time)” มากขึ้น

เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้ “คน” หรือ ใช้ “เงิน” ค่อยเรียกใช้เป็นครั้งๆไป

เหมือนที่ โจอี้ อิโต้ กับผองเพื่อน รวมตัว รวมเงินกัน  “ช่วยโลก”

ไม่ต้อง “แสตนบาย” กันให้มากมาย ทำให้ “ค่าใช้จ่ายหลังบ้าน” สูงขึ้น

ลด “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ของบริษัทตัวเอง โดยไม่รู้ตัว

อนาคต อีกไม่ไกล คำว่า “พนักงานประจำ” จะเป็นคำที่ “ล้าสมัย”

คนที่มีความสามารถ ไม่อยากจะทำงานเดิมๆ ที่เดียวอีกต่อไปแล้ว

ทุน ของบริษัท ก็ไม่จำเป็นต้องกู้จาก “ธนาคาร” ผ่านกระบวนการมากมาย ให้ปวดหัว อีกต่อไป

แหล่งเงินใหม่ๆ มากมายที่ต้นทุนเงิน อาจจะถูกกว่า ก็จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ

องค์กรใด ที่เข้าใจ โลกที่เปลี่ยนไป จะสามารถทำงานได้ “เร็ว” ขึ้น

ด้วยต้นทุน “มนุษย์” และ “เงินทุน” ที่ถูกลง

just in time ชนะ just in case

“คาถากันตาย” ที่ผู้บริหารยุคใหม่ควรท่องไว้

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ