“จินตนาการ สำคัญกว่า ความรู้ ”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ท่านเคยเล่าว่า

ในหลวงท่านทรงเคยเล่า นวนิยายเรื่องหนึ่งให้ฟัง

เรื่องมีอยู่ว่า นานมาแล้ว

มีชายผู้หนึ่ง สืบเชื้อสายมาจาก อินเดีย

เขาพาคุณปู่ของเขา มากราบพระที่ วัดพระพุทธบาท จังหวัด สระบุรี

ระหว่างทางกลับนั้น ก่อนจะถึง ตัวเมือง สระบุรี

ได้ผ่านวัด วัดหนึ่ง มี “โบสถ์” ที่ยังสร้างไม่เสร็จ

ชายผู้นั้น และ คุณปู่ของเขา จึงแวะเข้าไปในวัดแห่งนั้น

ถวายเงินให้ “70 ชั่ง” เพื่อสร้างโบสถ์  …………………….

ทรงเล่าให้ฟัง เพียงเท่านี้

แล้วรับสั่งกับ ดร.สุเมธ ว่า

“ช่วยไปตามหาวัดแห่งนี้ให้ฉันหน่อยได้มั้ย”

หลายท่านคงเคยได้ยินคำพูดของ ไอน์สไตน์ ที่ว่า

“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

“จินตนาการ” พาเราไปในที่ๆ ยังไม่เคยมีใครรู้จัก

ยังไม่เคยมีใครเหยียบย่าง เข้าไปถึง

ที่แห่งนั้น สิ่งต่างๆเกิดขึ้นแล้ว ราวกับเป็นของจริง เป็นสิ่งใหม่ ที่ใครๆ อาจจะมองไม่เห็นเหมือนเรา

“ความรู้” นั้น โดยส่วนมาก เป็นสิ่งที่ “ผู้อื่น” คิดค้นขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหล่านักเรียนก็ศึกษา สิ่งเหล่านั้น ให้ถ่องแท้ เพื่อนำไปประกอบกิจการ สร้างประโยชน์กัน

หากเราต้องการให้โลกใบนี้ ไม่หยุด “หมุน” ด้วยความคิดใหม่ๆ

จินตนาการ จึงสำคัญกว่า ความรู้

เมือสมัยที่ผมศึกษาทางด้านการสร้าง “นวัตกรรม” ที่ประเทศอเมริกา

อาจารย์ท่านหนึ่ง เคยให้ข้อสังเกตไว้ว่า

คนที่เป็นนักประดิษฐ์ นักสร้างอะไรใหม่ๆ นั้น

มักจะมีคำถามหนึ่งติดปากเสมอ

คำถามนั้น คือ “What if ……”

แปลเป็นไทยก็คงจะประมาณว่า “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก ………”

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก ผู้คนสามารถคุยกันได้ โดยไม่ต้องพบกัน

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก คนเราบินได้

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก โลกนี้ไม่มีแรงโน้มถ่วง

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก ……

คำพูด ติดปาก ของคนช่าง “จินตนาการ”

ที่หลายครั้ง ก็กลายมาเป็น “นวัตกร” ในที่สุด

หลายๆท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อ “วัดมงคล”

ในหลวงท่าน ทรงรับสั่งให้ ดร.สุเมธ ไปซื้อที่ในแถบนั้น เป็นจำนวน 15 ไร่

แล้วพระราชทานชื่อใหม่ว่า “วัดมงคลชัยพัฒนา”

ทรงเห็นว่า การมาวัดของชาวบ้านในแต่ละครั้ง

มีแค่การถวายเพล ใส่บาตร ถวายสังฆทาน หรือ ร่วมงานในโอกาสสำคัญต่างๆ

ยังไม่ได้ “ประโยชน์” เท่าที่ควร

จึงรับสั่งให้ ดร.สุเมธ และ ทีมงาน ลองลงมือ ทำนาขึ้นมาสักแปลง

ปลูกผลหมาก รากไม้ นานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด ฯลฯ

ขุดบ่อน้ำ เอาไว้เลี้ยงปลา และ สร้างบ้านอาศัย

ทรงอยากให้ ชาวบ้านได้มาศึกษาวิธีการทำ “เกษตร” ได้ด้วยอีกทาง หากมีโอกาสมาที่วัด

หวังว่า ชาวบ้านจะได้ความรู้ ได้ประโยชน์ เอาไปต่อยอดการทำ เกษตร ของตนเอง

ยิ่งกว่านั้น ยังสร้างหลักการที่เรียกว่า “บวร”

ย่อมากจาก บ้าน วัด ราชการ

วัด อยู่ตรงกลางระหว่าง บ้าน และ ราชการ

อยากจะให้ทั้งสามส่วน ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

หลายครั้ง ชาวบ้าน เข้าไปพูดคุยขอความช่วยเหลือกับทาง ราชการ เอง

ก็อาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ราชการไม่สนใจ

การให้ “วัด” มาเป็นศูนย์กลาง เชื่อม บ้าน และ ราชการ นั้น ก็จะส่งผลดี

ชาวบ้าน บอกหลวงพ่อ ว่ามีปัญหา อย่างนั้น อย่างนี้

หลวงพ่อ ก็โทรศัพท์ ไปบอก นายอำเภอ ว่า ให้เข้ามาช่วยดูแลหน่อย

นายอำเภอ ก็คงจะมีความเกรงใจ หลวงพ่อ อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

กลายเป็น การทำงานแบบ “สามเส้า”

ราชการทำงานได้ไวขึ้น ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์มากขึ้น

ทำแบบนี้ไปสักพัก

วันหนึ่ง “ในหลวง” ทรงเสด็จเข้าไปดูงาน แล้วทรงประทับใจ ในพื้นที่

“เอ้อ ดีนะ ทำแบบนี้ มีทุกอย่างเลย มีข้าว มีปลา มีไก่ มีผลหมากรากไม้”

เกิดเป็น ทฤษฏีใหม่ เรียกว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”

อย่างที่เราท่าน รู้จักชื่อกันดี ในทุกวันนี้

หลายครั้งหลายครา

 “นวัตกรรม” ไม่ได้เกิดจากการนั่งประชุม กัน ระหว่าง ผู้เชียวชาญ

แต่ เกิดจาก “การทดลอง”

โดยมี “ความบังเอิญ” ซ่อนอยู่เสมอ

ในหลวงท่าน ทรงแสดงให้เห็น มาหลายครั้งหลายครา

การจะสร้างสิ่งใหม่ให้ “สำเร็จ” ลุล่วงนั้น

ต้องสามารถ เข้าใจปัญหาได้ อย่างถ่องแท้

และ ลงมือทดลองทำ ไปก่อน

ทำเล็กๆ เพื่อศึกษา ถึงความเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว

ไม่ต้องเสียเวลา ถกเถียงกัน อยู่ในห้องประชุม

“ทฤษฎีใหม่” ของในหลวง ที่หลายคนชื่นชม ในพระปรีชา

ไม่ได้เกิดขึ้นจาก การขบคิดในตำราที่มีกันอยู่ในท้องตลาด

แต่ ใช้ “หยาดเหงื่อ” สร้างขึ้น โดยมี “ความรัก” นำ

และอุปนิสัยที่ ชื่นชอบ “การทดลอง” เป็นหัวใจ ต่างหาก

นี่แหละ คุณสมบัติของ “นวัตกร”

ที่ “พ่อหลวง” ของพวกเรา ทรงแสดงให้เห็นมาตลอด

ดร.สุเมธเล่าว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หลายครั้ง

ไม่ได้มาจาก การถวายฏีกา ของประชาชน

แต่เกิดจากการ “นิมิตร” ของในหลวง

“วัด” ในนวนิยาย ที่ในหลวงทรงรับสั่งให้ ดร.สุเมธ ไปลองเสาะหา

 ดร. สุเมธ รีบนั่งรถไปที่สระบุรี ก็ปรากฏว่า เจอ “วัด” ที่ว่าไว้

อย่างกับ “บทละคร” จริงๆ

วัดนั้น คือ “วัดมงคล” ที่เป็นจุดกำเนิดของ “ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง

จะทดลองได้ ต้องรู้ว่าจะทดลอง “อะไร”

หลายๆครั้ง ไม่มีใครมาบอก ไม่มี “ความรู้” เก่าให้ศึกษา

ต้องใช้ “จินตนาการ”

พ่อทำให้ดูแล้ว ลูกๆจงเดินตาม

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ