“ชอปปิ้ง แบบ ออน ออฟ (On-Off)”

ผมเป็นมนุษย์ “คอนโด” ครับ

อยู่แถว สาทร ติดสถานี รถไฟฟ้า สุรศักดิ์ เลย

เพื่อนๆ แวะมาเยี่ยม ก็มักจะ “อิจฉา” 

พวกมันคิดว่า คอนโด ผมจะต้องแพงมากๆแน่ๆ ทำเลดีขนาดนี้ 

เลยอยากจะอวดครับ 

คอนโดผม สร้างเสร็จ พร้อมอยู่ ก่อน รถไฟฟ้าจะเริ่มสร้างเสียอีก

คุณพ่อ คุณแม่ ผมซื้อไว้ กะว่าให้ผมมาอยู่ เมื่อสมัย ม.ต้น เนื่องจาก ใกล้โรงเรียน

เกือบ ยี่สิบ ปีแล้ว ครับ ตอนนี้ผมมีลูกหนึ่งคนแล้ว 

จำได้ว่า เมื่อ ตอนผมอยู่ ม.ปลาย 

อยู่ดีๆ ฟ้าฝนเป็นใจ เขามาสร้างสถานี ทางลงบันได อยู่หน้าคอนโดผม ซะงั้น 

เป็นอีกเรื่อง โชคดี ของผม ที่อยากถือ “โอกาส” อวดซะ 

เล่ามาซะ ยืดยาว พาออกทะเล 

ที่จริง อยากจะเล่าถึง กิจวัตร อย่างหนึ่ง ของ ชาว “คอนโด” ครับ

นั่นคือ การเช็คตู้ไปรษณีย์ ที่ล็อบบี้ ว่าจะมีอะไรส่งมาถึงรึเปล่า 

ในช่วง สิบปีที่ผ่าน มามี “สิ่งหนึ่ง” ที่ผมสังเกตชัดเจนครับ

มี “พัสดุ” ส่งมามากขึ้นเรื่อยๆ ดูจากภายนอก รู้ว่า ไม่ใช่จดหมาย 

จ่าหน้า ถึง “ภรรยา” ที่รัก 

เอ๊ะ นี่มันยังไงกัน …..

เมื่อต้นเดือน มีข่าวใหญ่ วงการ ช็อปปิ้งออนไลน์  

เมื่อ JD.Com อีคอมเมิร์ซ เจ้ายักษ์อันดับสองของ เมืองจีน 

ประกาศว่า มีแผนจะเข้ามาแข่งขันในเมืองไทย ต่อจาก พี่ใหญ่ แดนมังกร อาลีบาบา ของ แจ็ค มา 

ที่เข้ามาซื้อ Lazada เมื่อปีที่แล้ว

แน่นอนว่า การแข่งขันเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้น

ผู้ได้ประโยชน์คือ “ผู้บริโภค” ที่จะมีตัวเลือกมากขึ้น 

ทั้งความหลากหลายของสินค้า ราคา และ บริการ ก็คงทยอยออกมา “เอาใจ” ลูกค้า 

SME ไทยก็อาจจะได้ประโยชน์ ไม่น้อย 

เนื่องจาก สามารถจะเอาของไปขายได้ ง่ายๆ บน platform ที่มีคุณภาพ 

มีของดี คนอยากได้ ที่เหลือ บริษัท อีคอมเมิร์ซ เหล่านี้ ดูแลให้ 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง จ่ายเงิน การส่งของ ต่างๆ 

พี่ใหญ่ชาวไทยเรา ที่อาจจะ “เดือดร้อน” ก็เห็นจะเป็น “ห้าง” ทั้งหลาย

เซ็นทรัล เอง ก็เคยออกมาประกาศจะเอาจริงเอาจังกับ “เซ็นทรัลออนไลน์” 

แต่ก็ยังไม่เห็น “ความคืบหน้า” ที่ชัดเจนเท่าไร 

ล่าสุดมีประกาศจะสร้าง “แบรนด์” ใหม่ ชื่อว่า “LOOKSI” 

ทั้งนี้ทั้งนั้น จะเห็นว่า เจ้าของธุรกิจต่างๆ มองไปที่ “ออนไลน์” 

ช้า หรือ เร็ว นี่คือ “อนาคต” ของการ “ช้อปปิ้ง” 

ใช่หรือเปล่า 

มาที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา 

เจ้าตลาด อีคอมเมิร์ซ อย่าง Amazon.com ของ เจฟ เบซอส 

ผู้ครองใจคนทั้งประเทศ 

ทำให้การ ซื้อขายของออนไลน์ เป็นทางเลือกแรก สำหรับคนซื้อของไปเสียแล้ว

ถ้าไม่ได้มีเวลามาก ถ้าไม่ได้อยากจะออกไปสูดอากาศ

คนที่ประเทศอเมริกาส่วนมาก ณ วันนี้ 

ซื้อสินค้าจาก Amazon.com เป็นนิสัย ไปเสียแล้ว 

ด้วยฟังก์ชั่นยอดฮิต อย่าง 1-click 

ปุ่มที่ กดครั้งเดียว ซื้อของได้เลย

ทำให้ผู้คน ซื้อของกันได้แบบ ง่ายจริงๆ สะดวกสุดๆ

รวมทั้ง การมี “ปัญญาประดิษฐ์” ในฟังก์ชั่นที่เรียกว่า “Recommend”

จากที่เข้าไปในเว็ป เพื่อดูๆ ไม่ได้กะจะซื้ออะไรจริงจัง

กลับออกมาด้วยของที่ “โดนใจ” หลายอย่าง

ซื้ออันนี้แล้ว คุณอาจจะชอบอันนั้นด้วยนะ

แนะนำกันไป ให้ได้เสียสตางค์

อีคอมเมิร์ซ เรียกได้ว่า รุ่งเรืองสุด ในประเทศสหรัฐอเมริกา 

แต่รู้มั้ยครับว่า Amazon.com ที่ขายหนังสือออนไลน์ ได้มากที่สุดในโลก 

ทำให้ ร้านค้าปลีกหนังสือเจ้าใหญ่อย่าง บาร์น แอนด์ โนเบิล (Barnes & Noble) ต้องหืดขึ้นคอ

เขากลับตัดสินใจ เปิด “ร้านค้าปลีก” ขึ้นมา เมื่อปี 2015 

ปัจจุบัน มีร้านขายหนังสือ ชื่อว่า Amazon อยู่ถึงเจ็ดแห่ง ตามหัวเมืองหลัก ในอเมริกา

ไม่ได้ขายหนังสืออย่างเดียว แต่ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของตัวเองด้วย 

เข้าไปจะซื้อหนังสือ กลับออกมาพร้อม Kindle และ Alexa 

อีกเรื่องที่ ทาง Amazon ประกาศออกมาเมื่อต้นปี ทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจกัน

ก็ร้าน Amazon Go ร้านค้าที่ “เดินเข้า หยิบของ แล้วออกเลย” ได้จริงๆ 

เรื่องจ่ายเงิน นั้น เทคโนโลยีต่างๆในร้านจะ “จัดการ” ให้เสร็จสรรพ 

เขารู้หมดตั้งแต่เข้าร้าน คุณเป็นใคร หยิบอะไร เดินออกทางไหน จ่ายเงินหรือยัง 

ทุกอย่างผ่าน “อากาศ” ไม่ต้องมีคน มีกระดาษ มีเงินสด มาทำให้วุ่นวาย 

ร้าน Amazon Go อยู่ที่เมือง Seattle ให้ผู้สนใจ เข้าไปทดลองประสบการณ์ช็อปปิ้งแห่งอนาคตนี้ได้

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Amazon ประกาศซื้อกิจการบริษัท Wholefoods

บริษัทซุปเปอร์มาร์เก็ตสุดชิค ขายอาหารเพื่อสุขภาพ หรือที่เรียกกันว่า ออร์แกนิก (Organic) 

เป็นที่ชื่นชอบของชาวอเมริกัน รักสุขภาพ กันถ้วนหน้า 

Amazon ซื้อ Wholefood ด้วยตัวเงิน 13.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ เกือบ ห้าแสนล้านบาท 

ลองนึกตามนะครับ

บริษัทที่เป็นเจ้าตลาดทางด้าน ช็อปปิ้งออนไลน์ อย่าง Amazon 

ทำไมเขาถึง เริ่มมาสร้าง “ร้านค้า” กันเล่า 

สินค้าราคาถูก มีตัวเลือกมากมาย ส่งถึงบ้าน 

ทุกอย่างดูจะลงตัว เรียบร้อย สำหรับ “ลูกค้า” ของ Amazon

ทำไม Amazon จึงตัดสินใจ มาตั้ง “ร้านขายปลีก” 

ในขณะที่ ร้านค้าปลีก อื่นๆ ทยอยปิดตัว เคลื่อนเข้าสู่ อีคอมเมิร์ซ มากขึ้น 

คำตอบที่แน่ชัด เราคงไม่อาจหยั่งรู้ได้ 

สุดท้ายแล้ว มนุษย์ ก็ยังคงเป็น มนุษย์

การปฏิสัมพันธ์ ผ่านประสาทสัมผัสจริงๆ ประสบการณ์ในการซื้อของ ก็อาจจะยังเป็นส่วนสำคัญของการ “ช็อปปิ้ง” ในอนาคต ก็เป็นได้ 

ในขณะที่ ทุกคนพุ่งไปที่ออนไลน์ (online)

Amazon กลับเพิ่ม ร้าน ออฟไลน์ (offline) มากขึ้น

ออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ อาจจะเป็นคำถามที่ผิด

หาก เปลี่ยนจาก “หรือ” เป็น “และ” 

แล้ว ทำให้ “ดี” ทั้งสองอย่าง อยู่ในทุกที่ที่ลูกค้า ต้องการเรา เมื่อเขาต้องการเรา

สิ่งนี้ อาจจะเป็น “อนาคต” ของการช็อปปิ้งที่แท้จริง ก็เป็นได้

“พัสดุ” ของภรรยาที่รัก ก็คือ สินค้าออนไลน์ ที่เธอซื้อ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

หากแต่ว่าถามเธอ “วันอาทิตย์นี้ไปเที่ยวไหนกันดี” 

“ไปห้างสิ” เธอตอบ

ออนไลน์ และ ออฟไลน์ คู่กัน วนๆไป

นี่แหละ คือ อนาคตของการช็อปปิ้ง

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ