ดูการ์ตูนแล้วได้อะไร”

“พลัง-คลื่น-เต่า-สะท้าน-ฟ้า”

คำ 7 พยางค์ที่ผมเชื่อว่า หลายๆคนคงจะจำได้เป็นอย่างดี

ท่าไม้ตายของ “ซุนโกคู” ที่ใช้ปราบศัตรูคู่อริมานักต่อนัก

ไม่ว่าจะเป็น ฟรีเซอร์ เซลล์ หรือ จอมมารบู

ตัวละครในหนัง “การ์ตูนญี่ปุ่น” ยอดฮิต

ที่คนรุ่นผมต้องตื่นขึ้นมาดูทุกๆวันเสาร์ เก้าโมงเช้า กับ “ช่องเก้าการ์ตูน”

หากแต่ว่าคำ 7 พยางค์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ท่าไม้ตายของซุนโกคู

แต่ยังเป็น “คำส่งท้าย” ของ ผู้บรรยายท่านหนึ่ง ในงาน TEDxBangkok2016

งานทอล์คระดับโลกที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมเองได้มีโอกาสเป็น “อาสาสมัคร” ทำงานให้กับโครงการ “TEDxBangkok” ปีนี้เป็นปีที่สองแล้วครับ

รับผิดชอบในส่วนงาน “การสรรหาและเตรียมตัวผู้บรรยาย (Speech Curation)”

เราใช้เวลาเลือกเฟ้นผู้บรรยายกว่า 4 เดือน

จนไปพบ “บุคคลสำคัญ” ที่หลายคนน่าจะ “คิดถึง”

บุคคลท่านนี้ ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อครับ แค่ท่านได้ยิน “เสียงพากย์” ของเขา

ผมเชื่อว่า คนวัยประมาณ 25-40 จำได้อย่างแน่นอน

เสียงของ ซุนโงคู ไจแอนท์ ดร.สลัมป์ ที่พวกเราคุ้นเคย

ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง “น้าต๋อย เซมเบ้” นักพากย์การ์ตูนในตำนาน

ต้องขอออกตัวก่อนครับว่า ในวันงาน TEDxBangkok2016 นั้น

ผมรับหน้าที่เป็น “ผู้ประสานงาน” ทางด้านผู้บรรยายทั้งหมด อยู่ข้างเวที

เป็นคนยืนปล่อยตัว ผู้บรรยาย ออกไปสู่ “พรมสีแดง” ลายเซ็นของ TED Talk

ด้วยความวุ่นวายหลังเวที ทำให้ไม่ได้มีโอกาส “ตั้งใจฟัง” เนื้อหาของผู้บรรยายแต่ละท่านได้ดีเท่าที่ใจอยาก

แต่เมื่อ “น้าต๋อย” ขึ้นพูด

ยอมรับครับว่า “บกพร่อง” ในหน้าที่

เพราะแอบ “หัวเราะ”และ ”ร้องไห้” สลับกัน เหมือนคนบ้า อยู่หลายที พร้อมกันกับ “คนดู” หลายๆท่าน

ความทรงจำหลายๆอย่างมันกลับมา “ตีแสกหน้า” ตัวเองอย่างแรง

น้าต๋อยเริ่มพากย์การ์ตูนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2530 ครับ

ในตอนนั้น การ์ตูนญี่ปุ่นที่โด่งดังมีอยู่มากมาย

เช่น อาราเล่ โดราเอมอน ดรากอนบอล ซิตี้ฮันเตอร์ 

น้าต๋อยพากย์เสียงการตูนเหล่านี้แทบทั้งสิ้น

แน่นอนครับ การ์ตูน ก็เหมือนกับ ละคร

มีทั้งฉาก “ตลกขบขัน” เมื่อ ไจแอนท์ ถูก โนบิตะ แก้แค้นด้วยของวิเศษจาก โดราเอมอน

ฉากต่อสู้ดุเดือดระหว่าง ซุนโงคู กับ ฟรีเซอร์ เพื่อช่วยเหลือดาวนาเม็ก

หรือแม้แต่ฉากทะลึ่งตึงตัง ของซาเอบะ เรียว กับ คาโอริ คู่กัดใน “ซิตี้ฮันเตอร์”

น้าต๋อยเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว

“น้าต๋อยถูกต่อว่า” จาก คุณครูประถมปลาย และ ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง นับร้อย ในการประชุมครั้งหนึ่ง

พวกเขารุมถามน้าต๋อยว่า “เด็กๆจะได้อะไรจากการดูการ์ตูนพวกนี้”

คำถามเชิงประชดประชันน่ะครับ

น้าต๋อยตอบไปว่า “แค่เด็กๆได้ตื่นขึ้นมาดูการ์ตูนใช้เวลากับครอบครัวตอนเช้าวันหยุดก็น่าจะเป็นสิ่งดีไม่ใช่หรอ”

คำตอบดูเหมือนจะยังไม่ถูกใจท่านๆ

เริ่มมีคำถามเกี่ยวกับการ์ตูนหลายๆเรื่องที่มีฉากต่อสู้รุนแรง เช่นดรากอนบอล

“ดูแล้ว เด็กๆจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนอย่างไรเล่า”

ด้วยความที่น้าต๋อยไม่ใช่ นักการเมือง หรือ อาจารย์ ที่พูดจาเก่ง ทำให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือ

น้าต๋อยไม่รู้จะตอบอย่างไรจึงตอบไปว่า “ผมเชื่อว่าเด็กๆจะเฝ้าดูฮีโร่ของพวกเขา แล้วเติบโตขึ้นมาเป็นคน”

คำตอบที่ดู “ล่องลอย” แต่แฝงด้วย “ความเชื่อ” อยู่ลึกๆ

เวลาล่วงเลยมา 30 ปี

สุขภาพของน้าต๋อย ย่ำแย่ลง ต้องเลิกงานพากย์ไปเกือบสี่ปี

ถึงขั้นที่น้าต๋อยเล่าว่า “คิดว่าจะไม่รอดแน่ๆ”

วันหนึ่งน้าต๋อยเข้า “โรงพยาบาล” เพื่อรับการผ่าตัด

ในขณะที่น้าต๋อยกำลังสลึมสลือ นอนอยู่บนเตียงคนไข้ พร้อมเครื่องช่วยหายใจ

ก็มี “มือคู่หนึ่ง” มากุมมือน้าต๋อยไว้

น้าต๋อยลืมตาขึ้นมา พบว่าเป็น “สองมือของคุณหมอหนุ่ม” อายุ 30 ต้นๆ

“น้าต๋อยครับ ผมโตขึ้นมากับการ์ตูนของน้าต๋อยครับ

…. ผมจะช่วยชีวิตน้าต๋อยให้ได้ น้าต๋อยไม่ต้องห่วงนะครับ”

พยาบาลสาว ที่อยู่ใกล้ๆก็เดินเข้ามาสมทบ พร้อมรอยยิ้ม

“หนูก็โตขึ้นมากับ เซเลอร์มูน ค่ะ น้าต๋อยสู้ๆนะคะ”

น้าต๋อยเล่าว่า ภาพของอาจารย์ คุณครู กว่าร้อยคน ในวันนั้น มันย้อนกลับมาอีกครั้ง

คำถามที่น้าต๋อย ตอบไม่ได้เมื่อ สามสิบปีที่แล้ว

นี่ไงล่ะ เด็กเหล่านี้ที่ดูการ์ตูนของผม พวกเขาเติบโตขึ้นมา และ กำลัง “ช่วยชีวิต”ผมอยู่

เป็น คุณหมอ เป็น นางพยาบาล เป็นคนดีของสังคม

สิ่งที่ “น้าต๋อย” เชื่อในวันนั้น ในวันที่มีแต่คำถามจาก “ท่านๆ”

ต้องใช้เวลากว่าสามสิบปีในการพิสูจน์

น้าต๋อย ยังเล่าต่อไปอีกว่า

น้าต๋อยเคยทำหลายอย่างที่หลายคนอาจจะไม่รู้

นั่นคือ “การทำการ์ตูนฮีโร่” ของไทย คล้ายกับหนัง “ไอ้มดแดง”

น้าต๋อยมีความฝันว่า เด็กไทยก็น่าจะมีการ์ตูนฮีโร่ไทยดูเองสักเรือง

ทำเสร็จ ออกฉาย ผลลัพธ์คือ “เจ๊ง” ครับ ไม่ประสบความสำเร็จ

เสียเงินของตัวเองไปหลายล้านบาท

แต่น้าต๋อย ก็ยังอยากจะ “สร้างสรรค์” งานเพื่อเด็กๆต่อไปเรื่อยๆ จนจะทำไม่ไหว

โลกใบนี้มีคนอยู่สองแบบ

คนชอบ “สร้างสรรค์” กับ พวกชอบ “วิจารณ์”

คนกลุ่มแรก ออกแรง หมุนโลกใบนี้ ช้าบ้าง เร็วบ้าง ถูกบ้าง ผิดบ้าง เข็นกันไป

ในขณะที่คนอีกกลุ่ม มือสะอาด ยืนมองคนกลุ่มแรกเข็นโลกใบนี้ คุณค่าของคนกลุ่มหลังคือ “ความเห็น” ของตัวเอง

ชัดเจนว่า น้าต๋อย เป็นคนจำพวกแรก

หลายครั้ง ผู้บริหารบริษัทในไทยหลายแห่ง ชอบตั้งคำถามกับคนในบริษัทเวลานำเสนอ “ความคิดใหม่ๆ”

“ทำไปแล้ว มันจะได้อะไรล่ะ กำไรยังไง IRR เป็นอย่างไร”

แน่นอนครับ การวางแผน การวิเคราะห์การเงิน ในหลายๆเรื่อง สามารถทำได้

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับองค์กร คุณจะถามใครล่ะครับ

เมื่อมีคนหนึ่งคนบอกว่า “ผมอยากลอง มันอาจจะเป็นไปได้”

ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ที่ไปกระทบกระเทือนธุรกิจเดิม

“การลงมือทำ” อาจจะบอกได้ดีกว่า การตั้งคำถามจากประสบการณ์เดิมๆ

น้าต๋อย เชื่อในเรื่องการพากย์การ์ตูน อาชีพที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือ คิดว่าจะหาเลี้ยงชีพได้จริงจัง

น้าต๋อย เชื่อว่า สิ่งที่เขาทำจะทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน เด็กๆเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณธรรม เป็นคนดี

น้าต๋อย ลงมือทำโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์ตัวเลข ไม่ได้ทำงานวิจัย

แต่เขาทำ เพราะ “เชื่อ” และ “รัก” ในสิ่งนี้ อย่างหัวปักหัวปำ

ในสังคมที่ “ผู้ใหญ่” สร้างขึ้น ทุกอย่างสะดวกสบายขึ้น คนในเมืองกินดีอยู่ดีขึ้น

คู่รักหนุ่มสาวหลายคู่ กลับกลัวที่จะมี “ลูก”

เพราะเมื่อมองไปรอบข้าง ก็เห็นแต่สิ่งมัวเมาเยาวชนทั้ง ละครน้ำเน่า ข่าวรุนแรง ผู้ใหญ่ที่ทำตัวทราม ฉ้อฉล เป็นแบบอย่างให้เด็กๆไม่ได้

 “การพากย์การตูนฮีโร่ญี่ปุ่น” มันก็อาจจะเป็น “นวัตกรรมการสร้างมนุษย์” ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดี มีคุณธรรม ดีๆที่เอง

ถ้าคุณเจอใครที่มี “ความรักในสิ่งที่ทำ” อย่างนี้ในองค์กร

เขาก็มีโอกาสที่จะเป็น “นวัตกร” เหมือน น้าต๋อย เซมเบ้

คนที่มีพลังในการ “สร้างสรรค์” งาน โดยที่ไม่กลัวคำ “วิจารณ์”

 “พลัง-คลื่น-เต่า-สะท้าน-ฟ้า”

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ