FujiFilm ทำอย่างไร จึงรอดตาย

ใครมี “มือถือถ่ายรูปได้” ยกมือขึ้น

เอ้า เฮ้! คงไม่ต้องนับแขนนะครับ

ลำพังแค่ แฟนๆ “มติชนสุดสัปดาห์” คงจะไม่ต่ำกว่า “แสน”

แล้ว ใครบ้างที่เคย มี “กล้องดิจิตอล” ไว้ในครอบครองครับ

เจ้ากล้องที่ ถ่ายพลาด ก็ถ่ายใหม่ได้ ปรับสี ปรับแสง ได้ตามสมควรในเครื่องคอมพิวเตอร์

เรียกได้ว่า “กล้องดิจิตอล” กลายเป็นเสมือน “ปากกา”

ที่ใช้บันทึก “ภาพความทรงจำ” ให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก

แล้ว ถ้าผมให้ทายเล่นๆ ว่า

“บริษัทใดหนอ ช่างมีวิสัยทัศน์ คิดค้นวิจัยเรื่อง กล้องดิจิตอล ได้เป็นเจ้าแรกๆ”

คุณจะตอบว่า “บริษัท” อะไรครับ ?

ผมโตขึ้นมากับ “กล้องฟิล์ม” ครับ

แม้ว่า ความทรงจำมันจะเลือนลางไปบ้างแล้ว

แต่ ยังจำได้แม่นว่า กว่าคุณพ่อคุณแม่ จะเชื่อมือเรา ให้ได้ลองถ่ายสักใบ

ต้องใช้ “มารยา” ร้อยแปดพันเก้าเลยทีเดียว

ก็แหม “ฟิล์ม” มันพลาดไม่ได้นี่ครับ แถมกว่าจะได้เห็นภาพที่เราถ่าย ก็ต้องเอาไปที่ร้านเพื่อ “ล้างฟิล์ม” ก่อนอีกด้วย

ไม่ใช่ กดดู กดลบ ได้เหมือน “กล้องดิจิตอล” หรือ “มือถือ” สมัยนี้ เสียเมื่อไรล่ะ

มองกลับไป ก็ถือเป็น “เสน่ห์” ของการถ่ายภาพนะครับ

ถ้าพูดถึง “ฟิล์ม” ผมมั่นใจว่า ชื่อที่ ผุดขึ้นมาในหัวของหลายๆท่าน ณ ชั่วขณะจิตนี้

คงจะมีภาพของกล่องฟิล์มเหลืองๆ ยี่ห้อ “โกดัก” อยู่บ้างอย่างแน่นอน

เจ้า “ยักษ์” ผู้ยิ่งใหญ่ ที่โลดแล่นในวงการฟิล์มและกล้องถ่ายรูป มากว่า 100 ปี

แต่ “น่าใจหาย”

ที่ “โกดัก” ต้องถูกฟ้อง “ล้มละลาย” ไปเมื่อ ปี 2012 ที่ผ่านมานี้เอง

เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับ การมาถึงของ “กล้องดิจิตอล” และ “มือถือถ่ายรูปได้”

เรื่องราวนี้ ทำให้ผมนึกถึงสถิติที่น่าสนใจ ที่ถูกบันทึกไว้ว่า

ถ้าคุณเอารายชื่อของบริษัททั้งหมดใน “ตลาดหลักทรัพย์” ของประเทศอเมริกา มาดูเมื่อมี 1958

จะพบว่า “อายุเฉลี่ย” ของบริษัทเหล่านั้น จะอยู่ที่ “60 ปี” เรียกได้ว่า เป็นบริษัทที่มีอายุประมาณชั่วอายุคนทั้งสิ้น

แต่ถ้ามาดูรายชื่อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อเมริกาในปี 2011 เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

จะพบว่า อายุเฉลี่ย จะเหลือเพียง “18 ปี” เท่านั้น  

นั่นหมายความว่า มีบริษัทเกิดใหม่ที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว มีมากขึ้น

พร้อมกับ การล้มหายตายจากของ “ยักษ์ใหญ่ที่อยู่มานาน” ไปทีละตัวสองตัว

“การอยู่มานาน ไม่ได้หมายความว่า จะเฟื่องฟู ได้ตลอดไป”

“โกดัก” ก็เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งตัวอย่าง ในอีกหลายๆ บริษัทที่ต้อง “เลือนหาย” ไปกับกาลเวลา

เรื่องราวความล้มเหลวของ “โกดัก” ได้ถูกนำมาเขียนเอาไว้หลายแห่ง ทุกท่านสามารถ ค้นหาผ่าน “อากู๋” ได้ไม่ยากครับ

วันนี้ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวของบริษัทที่เป็นเหมือน “เส้นขนาน” กับ “โกดัก” ที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้รู้

หลายๆท่านคงจะพอเดาได้ บริษัทแห่งนั้นคือ “ฟูจิ” กล่องเขียว ครับ

เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา “ฟูจิ” มีรายได้รวมประมาณ “แปดแสนล้าน” บาท เป็นกำไรถึง “สี่หมื่นล้าน” บาท

ในขณะที่ “โกดัก” ล้มละลายไปเมื่อสามปีที่แล้ว

สงสัยมั้ยครับ ว่าอะไรที่ทำให้ บริษัทที่ดูเหมือนจะทำธุรกิจ ที่แทบจะเหมือนกัน

แต่กลับมี “จุดจบ” ที่แตกต่างกัน ราว “ฟ้า” กับ “เหว”

ในขณะที่ “โกดัก” ยังมี “ความสุข” กับผลกำไรจากการขาย “ฟิล์ม”

“ฟูจิ” เริ่ม “กังวล” ถึงความยั่งยืนของ ธุรกิจ “ฟิล์ม”

และ เริ่มหาหนทาง ที่จะสร้าง รายได้ใหม่ ตั้งแต่ปี 2000

“ฟูจิ” ทุ่มเงินถึงกว่า สี่หมื่นล้าน บาท เข้าซื้อหุ้นในกิจการของบริษัท “ซีรอกซ์ (Xerox)”

ยักษ์ใหญ่ ธุรกิจ“เครื่องถ่ายเอกสาร” ที่ในขณะนั้น กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก

เรียกได้ว่า “ฟูจิ” ได้หุ้นของบริษัทที่ดี มาในราคาถูก เป็นแหล่งรายได้ใหม่สมใจ

กลายเป็นบริษัท “ฟูจิ-ซีรอกซ์ (FujiXerox)” ที่เราได้ยินกันในปัจจุบัน

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือ “การหาลูกค้าใหม่” ของ “ฟูจิ” ครับ

ฟูจิ รู้ว่าตัวเองเก่ง ในการผลิต “ฟิล์ม” ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีทางด้านเคมีขั้นสูง

แต่ ฟิล์ม ไม่จำเป็นต้องคู่กับ “กล้องถ่ายรูป” เสมอไป

เชื่อมั้ยครับ ปัจจุบัน ฟูจิ ผลิต “ฟิล์มแผ่นบาง” เคลือบหน้าจอ LCD ที่พวกเราดูกัน ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ หรือ โทรทัศน์

สร้างรายได้ต่อปี มากกกว่า “ห้าหมื่นล้าน” บาท

และที่น่าสนใจมากที่สุด คือ การก้าวเข้าสู่ธุรกิจ “เวชภัณฑ์การแพทย์และเครื่องสำอาง”

ก็โดยอาศัยเจ้าเทคโนโลยี “การทำฟิล์ม” นี่แหละ นำไปสร้าง “นวัตกรรม” ในอุตสาหกรรมอื่นๆ  

ตัวอย่างเช่น เครื่องถ่ายภาพเอ็กซเรย์ร่างกายมนุษย์ ที่ใช้ในโรงพยาบาล

หรือแม้กระทั่ง เครื่องสำอางที่ต้องอาศัยองค์ประกอบของการสะท้อนแสง คล้ายๆแผ่นฟิล์ม

ทุกวันนี้ “รายได้” ของฟูจิจากธุรกิจ “ภาพถ่าย” เช่น กล้องดิจิตอล หรือ ฟิล์ม คิดเป็นเพียงแค่ “หนึ่งในห้า” ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น ที่เหลือก็มาจาก “ธุรกิจ” ใหม่ๆ ทั้งสิ้น

เพราะฟูจิ ไม่ได้ “จำกัด” ตัวเองเป็น บริษัทผลิตกล้องถ่ายภาพ แถมไม่รีรอที่จะตั้ง “คำถาม” ทางนวัตกรรม

ว่า “ฉันเก่งอะไร” แล้ว “ใครอีกจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ฉันเก่งได้บ้าง”

เมื่อ “คำถาม” ที่ดี ได้ถูกถามออกมา “คำตอบ” ก็อย่างที่เห็นครับ

เพื่อน “ตาย” แต่ ตัวเอง “รอด”

กลยุทธ์ “ปรับตัว” ทางธุรกิจแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงบริษัท “ยักษ์ใหญ่” อีกสองแห่ง

หนึ่งคือ “ไอบีเอ็ม (IBM)” บริษัทคอมพิวเตอร์พี่ใหญ่ระดับโลก

ไอบีเอ็มมีธุรกิจ “คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” ที่มีชื่อว่า “ติงแพด (Thinkpad)” ที่ส่อท่าทีจะแย่ลงต่อเนื่องในช่วงหลังปี 2000

“ผู้บริหาร” รู้ตัวว่า “ความเก่ง” ของไอบีเอ็ม ไม่ได้อยู่ที่ “การตลาดค้าปลีก” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

จึงรวบรวมความกล้า ตัดสินใจขาย “ติงแพด” ให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร “เลโนโว (Lenovo)” เมื่อปี 2005

แล้วหันกลับมาทุ่มสรรพกำลัง มุ่งมั่นทำสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณของ “ไอบีเอ็ม”

นั่นคือ “การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรลูกค้า” หรือที่เรียกว่า Business-to-Business (B2B)

จนในที่สุด “ไอบีเอ็ม” ก็กลับมายืนอยู่แถวหน้าในวงการเทคโนโลยี อย่างภาคภูมิ ได้อีกครั้งหนึ่ง

อีกบริษัทที่คล้ายๆกันคือ “ไมโครซอฟท์” บริษัทซอฟแวร์ยักษ์ใหญ่ ทีใครๆต่างรู้จักดี

หลายคน บอกว่า ไมโครซอฟท์ จะต้อง “ศิโรราบ” ให้กับคู่แข่งอย่าง “แอปเปิ้ล (Apple)” และ “กูเกิ้ล (Google)”

จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว “สัตยา (Satya)” ขึ้นรับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ “ไมโครซอฟท์”

สิ่งแรกๆที่เขาทำคือ “ด้อยค่าสินทรัพย์ (write-off)”จากการซื้อบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ “โนเกีย (Nokia)” เป็นเงินกว่า “สองแสนล้าน” บาท

เป็นการยอมรับ “ข้อผิดพลาด” ในการตัดสินใจในอดีต และ“กดปุ่มเริ่มใหม่” ให้กับอนาคตของบริษัท

ตอนนี้ “ไมโครซอฟท์” จะสู้ด้วยจุดแข็ง คือ “การพัฒนาเครื่องมือให้นักพัฒนาซอฟท์แวร์ได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โดยจะเห็นได้จากเสียงตอบรับที่ดีอย่างคาดไม่ถึงของ “วินโดว์ 10 (Window 10)” ที่มีรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ เพียบ

ตัวอย่างเช่น การทำงานประสานกันระหว่างคอมพิวเตอร์และมือถือ ที่ไหลลื่น จนคนต้องร้อง “ว้าว”

ในยามวิกฤต “การทำน้อย” อาจจะดีกว่า “การทำมาก”

ถามตัวเองว่า “จุดแข็ง” ของคุณคืออะไร แล้วค่อยๆมองหา “ลูกค้าคนใหม่” ที่ต้องการสิ่งนั้น

นี่แหละ “หนทางรอด” ของยักษ์ใหญ่ที่มักจะเคลื่อนตัว “ช้า” กว่าเพื่อน

กลับมาที่คำถาม “ใครหนอ ช่างมีวิสัยทัศน์ คิดวิจัยกล้องดิจิตอลได้เป็นเจ้าแรกๆ”

ไม่ใช่ ฟูจิ แคนอน หรือ นิคคอน ครับ

อย่าแปลกใจ ถ้าผมจะบอกว่า มันคือเจ้า “โกดัก” กล่องเหลือง นี่แหละ

เขาเล่าว่า ยักษ์ใหญ่ มักจะ “พลาด” อยู่หนึ่งอย่าง

คือ “คิด คิด คิด คิด” แล้ว ไม่ลงมือ “ทำ”

สุดท้ายก็ต้องมา “เหลือเพียงชื่อ” อย่างที่เห็น

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ