“นวัตกรรมขึ้นหิ้ง เพราะอะไร”

ณ องค์กรยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ

ผู้บริหารระดับสูงกำลัง “ถกเถียง” กันถึงเรื่องสำคัญของบริษัท

นั่นคือ การก่อตั้ง “สถาบันวิจัยและพัฒนา” แห่งใหม่ หรือที่เราเรียกกันว่า “R&D Center”

ย่อมาจากคำว่า Research and Development

สถานที่แห่งนี้ คือ วิธีการของเหล่าองค์กรยักษ์ใหญ่ ทั้งหลาย

หากต้องการอะไรใหม่ๆ แนว “นวัตกรรม” ล้ำๆแล้วล่ะก็

ผู้บริหารระดับสูง มักจะหันไปพึ่งพา “สถานที่” แห่งนี้เสมอ

“โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก

เราควรเพิ่มงบประมาณการสร้างสถาบันวิจัยแห่งนี้เพิ่มอีก สองเท่า”

ผู้บริหารรุ่นเก๋า ท่านหนึ่งเสนอความคิด

“ยังไม่พอ ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่และเครื่องมือ

เราต้องการ คนเก่งๆ ทีจบระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาทำงานกับเราด้วย

เราต้องการงบประมาณในการจ้าง ดอกเตอร์ เหล่านี้ ในปริมาณมาก”

ผู้บริหารรุ่นเก๋าอีกท่าน กล่าวเสริม

ข้ามมาอีกฟาก ที่มุมหนึ่งของห้อง

ผู้บริหารระดับกลางท่านหนึ่ง ตั้งคำถาม

แล้วเราจะตั้ง “สถาบันวิจัย” แห่งนี้เอาไว้ที่ไหนดีล่ะ

ผู้บริหารรุ่นเก๋า ตอบอย่างมั่นใจ

“เพื่อให้นักวิจัย ได้ทำงานอย่างเต็มที่

เราควรตั้งสถาบันวิจัยนี้ ให้ห่างจากตัวเมืองมากที่สุด

เอาเขาไปไว้ในที่ที่ ห่างไกล จากผู้คน จะได้ทำงานกันเต็มที่ ไม่วอกแวก

เมื่อความคิดตกผลึกเต็มที่ เราก็จะได้ “นวัตกรรม” มาต่อยอดธุรกิจกัน

………………………………………….

ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตาม เรื่องการสร้าง “นวัตกรรม” ในคอลัมน์นี้มาสักพัก

จะพอทราบว่า กระบวนการคิดเชิงออกแบบ หรือ “Design Thinking” นั้น

ให้ความสำคัญกับเรื่อง “การลงมือสร้างต้นแบบ (Prototype)” มากเหลือเกิน

ถามว่า การสร้าง “ต้นแบบ” ในเรื่องของ “นวัตกรรม” นั้น เป็นอย่างไร

เห็นช่วงนี้ คนชอบทำ “แอพพลิเคชั่น (Application)” กันมาก

เลยขอยกตัวอย่างเล็กๆ ตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย “แสตนฟอร์ด” ครับ

ทราบมั้ยครับ เรื่องการทำ “แอพพลิเคชั่น” ใหม่ๆ บนโทรศัพท์มือถือ

โดยหวังว่าจะแก้ปัญหาของลูกค้า นั้น เป็นเรื่อง “ยอดฮิต” เลย

เอะอะ ก็ทำ “แอพ” สิ

แต่ ถามว่า แรกสุด ที่คิดจะทำ “แอพ” สักอันหนึ่ง

คนที่นู่น เขาก็ยังไม่ได้เปิด คอมพิวเตอร์ มานั่งเขียนโปรแกรมกันแต่อย่างใด

แม้ว่า แอพสมัยนี้ ใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ ก็สามารถเอาไปวางใน “แอพสตอร์ (AppStore)” ได้แล้ว

แต่ คนที่ทำสตาร์ทอัพที่นั่น ก็ยังมองว่ามัน “ช้าไป”

แล้วถ้าจะทำ “แอพ” แต่ไม่ยอมเขียนโปรแกรม

เขาทำอะไรกันออกมาเป็น “ต้นแบบ” ในช่วงแรกๆกันน่ะหรือ

คำตอบคือ “โพส-อิท” ครับ

คนทีคิดจะทำ “แอพ” ที่ซิลิคอน วัลเลย์

เมื่อมีไอเดียแล้ว เขาจะยังไม่ทำ “แอพ” ในคอมพิวเตอร์

เพราะเขารู้ว่า สิ่งทีสำคัญในช่วงแรก คือ “ฟีดแบค (Feedback)” จากลูกค้า

ใช้ง่าย ใช้ยาก กดตรงนี้ ตรงนั้น อย่างที่ลูกค้าเข้าใจได้ง่าย

การทดสอบสิ่งเหล่านี้ ยังไม่จำเป็นต้องเปิดคอมพิวเตอร์

แต่ เขาจะวาดหน้าแอพลงบนกระดาษเล็กๆ เช่น โพส-อิท โน้ต

วาดให้เหมือนกับว่า หน้าตาแอพจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

วาดไว้หลายๆหน้า เผื่อไว้หลายๆเหตุการณ์ว่า คนที่เข้ามาทดสอบจะกดตรงนี้ ตรงนั้น อย่างที่เราคิดไว้

เมื่อเอาไปให้ “ผู้ทดสอบ” ดู ก็ถามเขาว่า

“เห็นหน้าแอพแบบนี้ แล้ว จะกดตรงไหน”

เสร็จแล้วดู “พฤติกรรม” ของลูกค้า ว่าเข้าใจหน้าตาแอพนี้หรือเปล่า

ถ้าเขางงๆ ไม่เข้าใจ ก็อธิบายเพิ่ม

“อันนี้คือแอพทำแบบนี้แบบนั้นได้ คุณเห็นปุ่มตรงนี้มั้ย ลองกดดูสิ”

พอลูกค้ากด ก็เอากระดาษแผ่นถัดไปมาให้เขาดู

ถามเขาอีกสักครั้ง “ทีนี้คุณจะกดตรงไหน”

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ หลายๆครั้ง จนเข้าใจ “ลูกค้า” ว่า ลูกค้าไม่เข้าใจอะไร

ถามหา “ฟีดแบค” เบื้องต้นมาเสียก่อน แล้วจึง นำไปเขียนโปรแกรม ออกมาเป็น “แอพ” จริงๆ

ช่วย “ร่นระยะเวลา” ของการสร้าง “นวัตกรรม” ได้ดี ไม่เผลอสร้างอะไร ที่ลูกค้าใช้ไม่ได้ออกมา

เขาเรียกวา Rough & Rapid Prototyping หรือ การสร้างต้นแบบอย่าง “หยาบ” และ “รวดเร็ว”

เราไม่เรียกสิ่งที่ลูกค้า “ไม่ชอบ” ในตอนแรกว่า “ล้มเหลว”

แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการ “เรียนรู้” เพื่อนำไปสู่นวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

หลายคนอาจถามว่า

ใช่สิ “แอพพลิเคชั่น” ก็ทดลองแบบนั้นได้

แต่บริษัทของฉัน ทำ “ฮาร์ดแวร์ (Hardware)” ทำของขึ้นมาเป็นชิ้นๆ

จะให้สร้าง “ต้นแบบง่ายๆ” เอาไว้ทดสอบหลายๆครั้ง จะไม่ “เสียเงิน” เยอะไปหน่อยหรือ

ถ้าให้พูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรศัพท์มือถือของโลก สัญชาติเอเชีย สองเจ้า

ก็คงจะหนีไม่พ้น “ซัมซุง (Samsung)” และ “หัวเหว่ย (Huawei)”  

รู้หรือไม่ว่า สองบริษัทนี้ มีวิธีการทำงานอย่างหนึ่งด้าน “นวัตกรรม” ที่เหมือนกันมาก

และ ไม่ค่อยมีบริษัทไหนทำกัน

นั่นคือ เขาจะตั้ง “สถาบันวิจัย” และ “โรงงานผลิต” ไว้ใกล้ๆกันเสมอ

ไม่มี “สถาบันวิจัย” ที่ตั้งโดดๆ แล้วปล่อยให้ “ความคิด” ลอยอยู่ในอากาศ

ซัมซุง และ หัวเหว่ย ที่ผลิต “นวัตกรรม” ออกมามากมาย

ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ต้นแบบ” อย่างง่ายๆ ขึ้นมาทดสอบตลาด

นักวิจัย “คิด” อะไรได้ ก็นำมาทดลอง “สร้าง” เลยที่โรงงาน

แรกๆ ยังไม่เข้าท่าหรอก

แต่เมื่อนำไปทดสอบตลาดบ่อยๆเข้า ลูกค้าก็ “ฟีดแบค” ได้ตรงจุดมากขึ้นเรื่อยๆ

กลับมาทำให้ “งานวิจัย” ไปถูกทาง

จนได้ “ผลิตภัณฑ์” ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในที่สุด

การตั้ง “สถาบันวิจัย” เอาไว้ใกล้ๆกับ “โรงงานผลิต” เสมอ

ก็เพื่อที่จะ เรียนรู้ความต้องการของลูกค้า ให้เร็ว ผ่านการสร้าง “ต้นแบบ” นั่นเอง

นี่แหละ อีกหนึ่งเคล็ดลับ การสร้าง “นวัตกรรม” ของบริษัทระดับโลก อย่าง ซัมซุง และ หัวเหว่ย

คิดอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ลงมือ” ด้วย

กลับมาที่ “ห้องประชุม” องค์กรยักษ์ใหญ่

ซีอีโอ “เคาะ” อนุมัติตามที่ ผู้บริหารรุ่นเก๋า เสนอ

ต่อจากนี้ เราจะมี สถาบันวิจัย ที่ยิ่งใหญ่ ไฉไลกว่าเดิม

อยู่ห่างจาก ลูกค้า ตลาด และ เพื่อนร่วมงานแผนกอื่นๆ

ให้อิสระ “นักวิจัย” ได้คิดกันอย่างเต็มที่

เราจะมี “นวัตกรรม” ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างมากมายแน่ๆ

ทฤษฎีล้วนๆ คิดเอง เออเอง ไม่ศึกษาโลก

“หิ้ง” ครับ งานนี้

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ