ถ้าผมบอกว่า มี “นวัตกรรม” ที่จะทำให้คุณผู้ชายจีบสาวที่คุณหมายปอง ได้สำเร็จโดยที่ไม่ต้องหล่อ ไม่ต้องรวย ไม่ต้องใช้กำลังภายใน ใดๆ คุณจะสนใจมั๊ยครับ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ “แป๊ะ”

แป๊ะ เป็นหนุ่มตี๋ หน้าตาปานกลาง ฐานะปานกลาง ค่อนข้างหนักไปทางขัดสน

ประมาณว่า นั่งรถเมล์ ไปทำงาน กินอาหารข้างทาง เป็นเรื่องปกติ

แป๊ะ เป็นคนซื่อๆ พูดเหน่อหน่อยๆ สำเนียงภาคกลางตอนบน

แต่ที่ทำให้เพื่อนๆอิจฉาตาร้อนได้ตลอด คือ “อ้ายแป๊ะ” เนี่ย มีแฟน สวย หุ่นดี ระดับ พริตตี้ ทุกคน

ถ้าถามแป๊ะว่า “นายทำยังไง ถึงได้มีแฟนสวยทุกคนเลย”

แป๊ะ มักจะ“เผย” เคล็ดไม่ลับของมัน อย่างภาคภูมิใจ ว่า “ …………………..

เมื่อ 4 ที่แล้ว ผมเคย ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย “สแตนฟอร์ด” ประเทศอเมริกา

ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลาง “ซิลิคอน วัลเลย์” หรือ “หุบเขาเทคโนโลยี”

บ้านเกิดของ ธุรกิจเทคโนโลยีหลายแห่ง ที่หมุนโลกใบนี้ให้เร็วยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น กูเกิ้ล (Google) เฟซบุ๊ค (Facebook) หรือ แอปเปิ้ล (Apple)

ผมเชื่อว่า คนไทยนับล้าน ใช้บริการของบริษัทเหล่านี้ ทุกๆวัน วันละหลายๆครั้ง

ถามว่า บริษัท เหล่านี้ สร้าง “นวัตกรรม” เปลี่ยนโลก อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ได้อย่างไร

ผมขอเริ่มด้วย “เรื่องเล่าสั้นๆ” สักหนึ่งเรื่อง ซึ่งเกิดขึ้น ในวันแรกที่ผมได้มาเหยียบสถานที่แห่งนี้

ในระหว่างที่ผมกำลังมองดุนาฬิกาข้อมือของตัวเอง และ ง่วนกับหา “สมุดจด”

อาจารย์ผิวดำ ท่านหนึ่ง ก็เดินเข้ามาในห้องเรียน พร้อมกับส่งยิ้มทักทาย

ท่านยืนนิ่งอยู่กลางห้อง พักหนึ่ง พอให้ ความเงียบของอากาศเข้ามาแทนที่ เสียงอื้ออึงของนักเรียน

และ ถามขึ้นมาว่า “ถ้ามนุษย์เราแบ่งได้เป็นสองประเภท คุณจะแบ่งอย่างไร”

พลันนักเรียนต่างยกมือตอบ “คนดี-คนเลว คนอ้วน-คนผอม คนรวย-คนจน …..”

คำตอบจาก สัญชาตญาณ พรั่งพรูออกมา ให้ได้ยินกัน ในชั้นเรียน

อาจารย์ท่านฟังสักพัก ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “ที่นี่เรามองคนเป็นสองจำพวก”

พวกแรก (Type 1) “กลัวความล้มเหลว” คนเหล่านี้ไม่เคยทำอะไรผิด แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆให้กับโลกนี้

พวกที่สอง (Type 2) “กลัวเสียโอกาส” คนเหล่านี้ใช่ว่าไม่กลัวความล้มเหลว แต่ กลัวเสียโอกาสที่จะลอง “ของใหม่มากกว่า

คนประเภทหลัง เปรียบ “ความล้มเหลว” คือ “โอกาสในการเรียนรู้” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นหนทางสู่ความสำเร็จ

และที่มหาวิทบลัยแห่งนี้ เราอยากให้นักเรียนของเรา เป็น “พวกที่สอง”

เพราะฉะนั้น ผมขอนะครับ

“ระหว่างที่คุณอยู่ที่นี่ จงล้มเหลวให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้”

ในวินาทีนั้น ภาพในหัวของผม ย้อนกลับไปในวัยเรียน และ พบว่า

ผมสามารถเรียนเอาตัวรอดมาได้ ด้วยการ “ทำถูก” มาโดยตลอด

น้อยครั้งนัก ที่เราจะได้มีโอกาส “ลองผิด”

ทำถูกมากเข้า ก็ปลูกนิสัย “กลัวการทำผิด”

หรือ กลัวความล้มเหลว ไปโดยปริยาย อย่างไม่รู้ตัว

ผลิตผลของการศึกษาแบบไทยๆ อย่างผมนี่แหละครับ

“พวกแรก (Type 1)” ตัวจริงเลย

คำพูดของอาจารย์ในวันนั้น จุดประกาย ทำให้ผมสนใจศึกษาเรื่อง “การสร้างนวัตกรรม” อย่างจริงจัง

ตลอด 2 ปี ที่อยู่ที่ อเมริกา และหวังว่า จะนำมาทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศของเรา

ที่บริษัท Facebook นั้น จะมี “วัฒนธรรม” หนึ่งอย่าง ที่มีชื่อแปลเป็นไทยตลกๆว่า

“เคลื่อนทีให้ไว และ ทำลายข้าวของ” หรือ “Move Fast and Break Things”

ซึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้มาพร้อมกับ “ความถูกต้อง ความเนี้ยบ”

แต่กลับกัน “ออกจะดูรีบ และ รก” ด้วยซ้ำไป

ในสุดสัปดาห์ของ “อาทิตย์ที่รีบร้อน” หลายๆครั้ง ในหนึ่งปี

Facebook จะจัดชุมนุมพนักงานที่เรียกว่า “แฮคกาทอน (Hackathon)”

ที่จะ “อนุญาต” ให้คนหนุ่มสาว มาประลองฝีมือ ออกความคิด ทำอะไรใหม่

พร้อม “ลงมือสร้างต้นแบบ (Prototype) อย่างคร่าว”

ทำกัน ทั้งวัน ทั้งคืน ไม่ต้องกลับบ้าน เอาสนุกๆ

ความคิดดีๆ นับร้อย ถูกสร้างให้ออกมาเป็น “รูปร่าง”

บ้างใช้ได้ บ้างใช้ไม่ได้ “ลองผิด” ได้ ไม่ว่ากัน

นวัตกรรมที่ที่พลิกโฉม Facebook อย่าง ปุ่ม LIKE ที่เรากดกันอยู่ทุกวัน วันละหลายสิบรอบ

ก็เป็นผลพวง จากการ “อนุญาต” ให้ “ทำลายข้าวของ” บ้าง นี่แหละครับ

การ “ลองผิด” จึงเป็น ส่วนผสมที่สำคัญมาก ของการสร้างนวัตกรรม

ในประเทศไทย หลายๆท่านคงจะรู้จัก คุณอนันต์ อัศวโภคิน

เจ้าของอาณาจักร แลน แอนด์ เฮาส์ กับธุรกิจ ที่มีค่าเป็นหมื่นๆล้าน

ทำทั้ง บ้านจัดสรร ทั้งธนาคาร และ ห้างดังใจกลางเมืองอย่าง Terminal 21

เคยมีคนถาม คุณอนันต์ ว่า “ทำไมทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ”

 “ผมทำสำเร็จอยู่ 3-4 อย่าง คนก็เอาไปพูดกันเยอะ”

คุณอนันต์หยุด และ พูดต่อ “แต่ไม่เคยมีใครถามเรื่องที่ผมทำเจ๊งมา 40 กว่าอย่าง”

แกบอกว่า “ประสบการณ์จากความล้มเหลว ทำให้แกมาได้จนถึงทุกวันนี้”

เพราะ เบื้องหลังของคนที่ประสบความสำเร็จทุกคน คือ “การเรียนรู้ผ่านความล้มเหลว”

ผมจึงขออนุญาต ยกคุณอนันต์คนนี้เลยครับ เป็น“พวกที่สอง (Type 2)” ตัวจริง เสียงจริง

ที่อเมริกา มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ผู้เชียวชาญทางด้านการสร้าง “นวัตกรรมในองค์กร” อันดับต้นๆของโลก

อาจารย์คนนี้ชื่อ “โรเบิร์ต ซัตตัน (Robert Sutton)” ครับ

งานวิจัยของท่านสรุปได้ว่า

“ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา

อัตราส่วนของความสำเร็จและความล้มเหลว มีความคงที่ประมาณ 1 ต่อ 5 เสมอมา”

หมายความว่า ถ้ามีสิ่งที่สำเร็จเกิดขึ้น 1 ครั้ง จะมีสิ่งที่ล้มเหลวเกิดขึ้น 5 ครั้ง ในเวลาเดียวกันเสมอ

คำถามที่ชวนคิดก็คือว่า “ถ้าเราอยากได้ความสำเร็จเพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 1 ครั้งเป็น 2 ครั้งล่ะ ต้องทำอย่างไร”

ใครเคยเรียนเลขมาบ้าง คงจะตอบได้ไม่ยาก ว่า

“คุณก็ต้องเพิ่มความล้มเหลวให้มากเป็น 2 เท่า” นะสิ

อยากได้ความสำเร็จ 2 ครั้ง ก็ต้องล้มเหลว ให้ได้ 10 ครั้ง 

สรุปคือ อยากจะสำเร็จเยอะ ก็ต้อง “ล้มเหลว” ให้มากครั้ง

อย่างที่ “คุณอนันต์” และบริษัทอย่าง Facebook ได้แสดงให้เห็น

นี่แหละครับ จุดเริ่มต้น ของ “การสร้างนวัตกรรม” ในทุกหนแห่ง

คุณพ่อคุณแม่ ล้วน อยากให้ ลูกน้อย มีความคิดสร้างสรรค์

คุณครู ล้วน อยากให้ ลูกศิษย์ ได้หัดคิดนอกกรอบ

หัวหน้า ล้วน อยากให้ ลูกน้อง สร้าง “นวัตกรรม” ให้องค์กร

เพราะ การไม่เคย “ล้มเหลว” ก็เหมือนการไม่เคยเริ่ม “สิ่งใหม่”

การ “ลองผิด” จึงเป็นภูมิคุ้มกัน “ความล้าสมัย” ที่ดีที่สุด

นวัตกรรม ใครๆ ก็สร้างได้ เริ่มจาก “ตัวเรา” ครับ

เกือบลืม เรื่องเทคนิคจีบสาวของ “อ้ายแป๊ะ”

มันเผยเคล็ดลับว่า “ก็จีบหลายๆคนสิวะ แป้กเยอะๆเข้า บ่อยๆครั้ง เดี๋ยวก็ถูกเข้าสักที”

ทำให้ผมนึกถึงเนื้อเพลงหนึ่งของวง มะลิ  “เจ็บบ่อยๆ ค่อยๆชิน ….”

คุ้นชินกับการ “ลองผิด” คือ หนทางแห่งการ “ถูก” เข้าสักวัน

นี่แหละครับ “นวัตกรรมการจีบสาว”

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ