“บริหารคนแบบ ต้นไม้ หรือ ฟองน้ำ”

เช้าตรู่ วันหนึ่ง ณ ออฟฟิศ ใจกลางเมืองกรุง

กรวิชญ์ พนักงาน รุ่นใหม่ไฟแรงขององค์กรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

กำลัง โทรศัพท์พูดคุยกับ “คู่ค้า” ที่ประเทศ อเมริกา

ที่ กรุงเทพฯ และ ซานฟรานซิสโก มีความแตกต่างของเวลาถึง 15 ชั่วโมง

ถ้าที่กรุงเทพฯ เช้าตรู่ เวลา หกโมงเช้า แบบวันนี้

ที่ ซาน ฟรานซิสโก ก็จะเป็นเวลาประมาณ บ่ายสามโมง

ซึ่งเป็นเวลา ทำงานปกติของ คนที่อเมริกา

ในช่วงเวลา สอง ถึง สาม เดือนที่ ผ่านมา

กรวิชญ์ ต้องทำงานในช่วงเวลาแปลกๆ

ไม่ว่าจะเป็น เช้าตรู่ หรือ ดึกๆ ดื่นๆ

เพื่อที่จะ อำนวยความสะดวกกับ “คู่ค้า” ที่ประเทศอเมริกา

กรวิชญ์ กำลังจะนำเสนอ แผนการสร้างธุรกิจกับ “คู่ค้า” ที่ยังไม่เคยมีใครในบริษัท ได้เข้าถึงมาก่อน

เขารู้สึก ตื่นเต้น กับงานที่ทำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เชื่อว่า “เทคโนโลยี” ที่จะได้จาก “คู่ค้า” คนใหม่นี้  

จะสามารถเป็น “อนาคต” ของบริษัทได้ อย่างแน่นอน

เขาและทีมงาน ตั้งใจศึกษา “คู่ค้า” คนนี้ อย่างดี

ไม่ใช่แค่เพียง การหาข้อมูล เชิงตัวเลข

แต่มีการ “พูดคุย” กับบริษัทที่เคยร่วมงานกับ คู่ค้า ผู้นี้

ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า นักลงทุน พนักงาน ต่างๆ นานา

เพื่อที่จะมั่นใจว่า “เลือกไม่ผิด”

ณ ห้องประชุมคณะกรรมการบริษัท

กรวิชญ์ ยืนขึ้น นำเสนอการเข้าร่วมทุน กับ “คู่ค้า” คนใหม่

คำถามแรก ที่ได้รับจากท่านผู้บริหารสุภาพสตรี คนเดิม

“พวกชั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่า พวกเธอดูมาดีแล้ว”

กรวิชญ์ อึ้ง พร้อมตอบออกไปเบา

“เราโทรสอบถาม กับ บุคคลที่เคยทำมาก่อนแล้ว หลายสิบราย

และ มั่นใจว่าได้ทำการศึกษาครบถ้วน ไม่แตกต่างจากพวกเขาครับ

หาก มีข้อสงสัยในเรื่องใด ยินดีตอบครับ”

ผู้บริหารท่านเดิมบอก “ชั้นไม่เชื่อเด็กอย่างพวกเธอหรอก ทำไมไม่จ้างที่ปรึกษา”  

กรวิชญ์ นึกในใจ “เป็นแบบนี้อีกแล้วสินะ”

………………………………………………………………………

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในระหว่างที่ผมเดินทางทำงานอยู่ใน ซิลิคอน วาลเลย์ (Silicon Valley)

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ “อเล็กซ์ มิททอล (Alex Mittal)”

ผู้ร่วมก่อตั้ง เวปไซต์ ระดมทุน ชื่อว่า “ฟันเดอร์ส คลับ (Funder’s Club)”

ที่เคยช่วยให้บริษัทเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ เกิดใหม่

อย่าง “Slack” โปรแกรมช่วยให้ การพูดคุย ติดต่องาน ภายในองค์กร เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หรือ “Instacart” ซื้อขายอาหาร สินค้าจากตลาดสด ส่งถึงบ้าน

ที่ปัจจุบันทั้งคู่ มีมูลค่ากว่า หมื่นล้านบาท แล้ว

ผมขอคำแนะนำเขา เกี่ยวกับ “การลงทุน” ในบริษัท สตาร์ทอัพ

เขามี เทคนิค อย่างไร          

อเล็กซ์ ตอบมา สองข้อ

หนึ่ง ถามคำถาม ให้ถูก

คนที่ลงทุนใน สตาร์ทอัพ ควรรู้ว่า บริษัทเหล่านี้ มีอัตราประสบความสำเร็จ ต่ำมาก

อาจจะ หนึ่งในสิบ

ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ที่ตั้งบริษัท เขามีความเชื่อ และ หลงใหลในสิ่งที่ทำ

แต่ เขายังไม่ใช่ นักธุรกิจ ที่เก่ง

หลายครั้งเขาเห็นคนถามผู้ประกอบการเหล่านี้ ในหลายๆเรื่อง

เช่น เรื่องลูกค้า เรื่องผลิตภัณฑ์ เรื่องแผนการเงิน เรื่องคน

สิ่งที่คุณจะได้จากการถามสิ่งเหล่านี้ ก็คือ “การคาดเดา” จากผู้ประกอบการ

มันยังไม่ได้เป็นการ “ปิดความเสี่ยง” ที่จะล้มเหลว แต่อย่างใด

คุณต้องรู้ว่า คุณลงทุนกับสิ่งที่มี “ร้อยเหตุผล” ที่มันจะล้มเหลว

และ ถ้าคุณ “พุ่งเป้า” ไปที่สิ่งนั้น คุณจะไม่รู้สึก “สบายใจ” ที่จะลงทุนเลย

เพราะฉะนั้น จึงต้อง ตั้งคำถามใหม่

จาก การถามว่า “จะทำอย่างไรให้สิ่งนี้ สำเร็จ หรือ ไม่ล้มเหลว” ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ที่จะคาดเดา

กลายเป็น “ถ้าสิ่งนี้สำเร็จจริงๆ มันจะยิ่งใหญ่ แค่ไหน”

ให้ “พุ่งเป้า” ไปที่ “โอกาส” ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

ถ้าคุณ “ตื่นเต้น” กับมัน ทีนี้

ค่อยมาหาหนทางในการช่วย “ผู้ประกอบการ” นั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จ

ซึ่งเกิดจากการ “ลงทุน” เล็กๆ แล้วช่วยพวกเขา ไปจนสุดทาง

ข้อสอง นอกจาก การ “ถามคำถาม” ที่ถูกแล้ว

คุณต้องเข้าใจว่า คุณลงทุนใน “คน”

ความคิดทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ลูกค้า ตลาด

ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปจาก “วันแรก” ที่เขานำเสนองานคุณ

มีเพียง “กลุ่มคนผู้ก่อตั้ง” เท่านั้นที่จะไม่เปลี่ยน และ ไม่ควรเปลี่ยน ในช่วงแรก

คุณลงทุน ในตัวพวกเขา ในวิสัยทัศน์ ความมีไฟ ความกล้าหาญ ความอดทน ความสามารถ

และ เวลาชีวิต ที่พวกเขาจะทุ่มให้กับสิ่งนี้ ไปจนตลอดรอดฝั่ง

ไม่ใช่เพียงแค่ที่เห็นในวันนี้ แต่ เป็นความเชื่อว่า พวกเขาจะ “เติบโต” ขึ้นได้

เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ “นักลงทุน” คือ ให้คำแนะนำ และหาโอกาสทางธุรกิจมาให้แก่พวกเขา

แต่ จงให้พวกเขา “ตัดสินใจ” และ มีความเชื่อว่า “เขา” จะทำมันได้อย่างดี

โดยสรุป ถ้าคุณเป็น “นักลงทุน” ที่อยากจะสร้าง “สิ่งใหม่” ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

ไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook, Uber ก็ล้วนมี “นักลงทุน” ที่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้

คุณต้องมองถึง “ความเป็นไปได้” ก่อน “ความเสี่ยง”

และ “เชื่อ” ในตัว “คน” ที่คุณ ตัดสินใจ “ลงทุน” กับพวกเขาไปแล้ว อย่างไม่มีข้อแม้

หากลองมอง ย้อนกลับมาที่ “องค์กรขนาดใหญ่”

ก็เหมือนกับท่านผู้บริหารทั้งหลาย ที่ตัดสินใจ “เลือกคน” เข้ามาทำงาน

พนักงานหัวกะทิ จาก มหาวิทยาลัยชั้นนำ ทั้งหลาย

บางแห่ง ถึงกับ ส่งเสีย ให้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา

ออกไปสู้กับเขาใน “ระดับโลก”

แต่ส่วนใหญ่ กลับมองพวกเขาเป็นเพียง “ฟองน้ำ”

รับคำสั่ง นำไปปฏิบัติ

ไม่ต่างจาก ฟองน้ำ ที่ดูดซับบางสิ่ง จากแห่งหนึ่ง เพื่อจะนำไปปล่อยอีกแห่งหนึ่ง

พอใช้นานๆเข้า จนดูดซึม คำสั่งได้ไม่ดี ก็เปลี่ยน “ก้อน” ใหม่ มาทำงานแทน

ของเก่า ก็หมดสภาพไปตามกาลเวลา เป็น “ฟองน้ำ” แห้งๆ ถูกทิ้งไว้มุมต่างๆขององค์กร

แทนที่จะ ดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ให้พวกเขาได้ “เติบโต”

จาก “เมล็ดพันธุ์” กลายเป็น “ต้นไม้ใหญ่”

ให้อิสระ ในการแผ่กิ่งก้านสาขา คอยตัดแต่งกิ่ง ก้าน ให้สวยงาม ตามเหมาะสม

น้อยนักที่ “นักลงทุน” คนใด จะจ้างที่ปรึกษาภายนอก มาคอยกำกับ สตาร์ทอัพ ของตนเอง

สตาร์ทอัพ จะเกิดได้ ต้องมี “นักลงทุน” ที่ เชื่อในตัวพวกเขาอย่างสุดใจ

พนักงานในองค์กร จะพัฒนาอะไรใหม่ๆได้ ก็ต้องการ “ผู้บริหาร” ที่เชื่อในตัวพวกเขาเช่นกัน

 “ต้นไม้” นะครับ ไม่ใช่ “ฟองน้ำ”

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ