“หลักการ หรือ จินตนาการ”

ในวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง

คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า พบว่า กำลังจะไปทำงานสายแล้ว

คุณหยิบมือถือขึ้นมา กด “จองรถ”

แล้วก็ไป อาบน้ำ แต่งตัว ทานข้าว

โทรศัพท์มือถือคุณสั่น ส่งสัญญาณ

“รถ” มารับแล้ว

คุณก้าวขึ้นไปบนรถคันนั้น

กล่าวทักทายกับ ผู้โดยสารอีกคนหนึ่ง ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

“อ้าว เจอกันอีกแล้วนะครับ วันนี้ออกช้าเหมือนกันเลย”

ผู้โดยสาร ยิ้มตอบ แล้ว ก้มหน้าทำงานบน “คอมพิวเตอร์” บนโต๊ะ

คุณเลือกที่จะนั่ง อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะที่อยู่ตรงกลาง “รถ”

นึกภาพรถคันนี้เป็นเหมือน “กระเช้าชิงช้าสวรรค์”

รูปร่างกลมๆ มีที่นั่งสองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางทีโต๊ะเอาไว้วางของ

แน่นอน “ไม่มีที่สำหรับคนขับรถ” เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

รถคันนี้วิ่งผ่านสี่แยกทุกสี่แยก โดยที่ไม่ติดไฟแดง

เพราะ “ถนน” แห่งนี้ ไม่มีไฟจราจร

รถยนต์ทุกคัน “พูดคุย” กัน เพื่อแบ่งช่องทางแบบ อัตโนมัติ

ราวกับเป็น “วีดีโอเกมส์”

คุณก้มหน้าลงดูเช็คอีเมลจาก “โทรศัพท์มือถือ”

พร้อม ทานผลไม้ ที่หยิบติดมือมาจากที่บ้าน

คุณพบว่ามี “ประชุมทางไกล” กับคนทีอยู่ต่างประเทศ ตอนนี้

จึงต่อสายไปอีกประเทศหนึ่ง เพื่อพูดคุย

สายอีกฝั่ง ฟังแล้ว ก็คงจะนั่ง “ทำงาน” ในรถยนต์ เช่นกัน

คุยงานเสร็จแล้ว กำลังจะถึงที่ทำงาน

คนที่นังตรงข้ามเรียกชื่อคุณ

 “อ้าว เจอกันอีกแล้วนะคะ วันนี้ยุ่งแต่เช้าเลยนะ”

คุณไม่ทันสังเกตว่า ผู้โดยสารคนแรก ลงจากรถไปแล้ว

คนใหม่ที่ไปทางเดียวกัน ก็ขึ้นมาระหว่างทาง

“ครับผม เดี๋ยวไปก่อนนะครับ ไม่แน่เราอาจจะเจอกันอีกทีเย็นนี้”

…………………………………………………..

เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผมได้มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมประชุม เรื่อง อนาคตของการเดินทาง (The Future of Mobility) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

จัดโดยบริษัทวิจัยข้อมูลชั้นนำชื่อว่า “บลูมเบิร์ก (Bloomberg)”

มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คนจากทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากบริษัทรถยนต์ บริษัทพลังงาน หรือ สถาบันวิจัยระดับโลก

ก็ต่างพยายามจะ “พยากรณ์” อนาคตของ “การเดินทาง”

คำหนึ่งคำที่ ทุกคน ต่างชื่นชอบ และ นำกลับไปต่อยอดธุรกิจ

คือคำว่า “CASE”

CASE ถ้าแปลตรงตัว จะแปลว่า กล่อง หรือ กรณีศึกษา

แต่ CASE ในที่นี้ เป็นตัวแทนของอักษร สี่ตัว ที่เป็นแนวโน้มอนาคตของ “การเดินทาง”

หนึ่ง “C” คือ Connected หรือ เชื่อมต่อกัน

อนาคต รถยนต์ จะสื่อสารกันเองได้ สื่อสารกับสิ่งแวดล้อม และ ผู้คนได้

ไม่ต่างจาก โทรศัพท์มือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ที่มี “ล้อ” วิ่งได้

สอง “A” คือ Autonomous หรือ ไร้คนขับ นั่นเอง

อย่างที่หลายท่านอาจจะทราบดี

“ความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error)” คือ สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ บนท้องถนน

หาก “มนุษย์” ไม่ต้องขับรถแล้ว

ในทาง “ทฤษฏี” อุบัติเหตุบนท้องถนนก็ควรจะลดลง ซึ่งแน่นอน ต้องขึ้นกับ “เทคโนโลยี” ที่กำลังพัฒนาด้วย

สาม “S” คือ Shared หรือ แบ่งปันกัน ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน

สำหรับคนหนึ่งคนนั้น รถยนต์ เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแพงเป็นอันดับสอง ในชีวิตที่หาซื้อมา รองจาก “บ้าน”

หากแต่ว่า บ้านนั้น เราอยู่ทุกวัน นอนทุกวัน

แต่รถยนต์มีการวิจัยว่า 96% ของอายุรถยนต์คันหนึ่ง กลับถูกจอดไว้ “เฉย”

หรือ ที่เรียกว่า มีอัตราการใช้งาน (Utilization Rate) เพียง 4% เท่านั้น

ก็หมายความว่า รถยนต์ เป็นสินทรัพย์ราคาแพง ที่ผู้ครอบครอง มีโอกาสใช้งานเพียง 4%

ในหลักของเศรษฐศาสตร์ แล้ว การที่ทุกคนมี “รถยนต์” จอดไว้เฉยๆ มากมาย จึงเป็นสิ่งที่ “ไม่มีประสิทธิภาพ”

แนวคิดเรื่อง “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน (carpool)” หรือ การใช้รถยนต์เป็นการบริการ (car as a service) จึงเป็นทางออก

นอกจากเรื่อง ความคุ้มค่าของการใช้รถยนต์แล้ว

การที่เราสามารถ “แบ่งปัน” ที่นั่งในรถยนต์ ให้ผู้อื่น

จะทำให้ ปริมาณ รถยนต์ บนท้องถนน “ลดลง”

แก้ปัญหา “รถติด” ได้อย่างยั่งยืน อีกด้วย

เส้นกั้นระหว่าง ระบบขนส่งสาธารณะอย่าง รถเมล์ รถไฟ แท็กซี่ และ ระบบ “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน” ก็จะค่อยๆละลายหายเป็นเรื่องเดียวกัน ในที่สุด

สุดท้าย ตัว “E” คือ Electric หรือ การใช้พลังงานไฟฟ้า

ด้วยแนวโน้มของราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงเรื่อยๆ แถมมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ เอาไว้กักเก็บพลังงานไฟฟ้าในรถยนต์

รวมถึง แหล่งพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ทีไม่มีวันหมด และ ราคาถูกลงเรื่อยๆ เช่นกัน 

แถมด้วย ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่หลายประเทศทั่วโลกออกมาประกาศ “จุดยืน” อย่างมากมาย

ทำให้เกิดแนวโน้มว่า รถยนต์ในอนาคต จะใช้พลังงานไฟฟ้า ขับเคลื่อนแทน การใช้ “น้ำมัน”

แน่นอนว่า สิ่งนี้คงจะไม่เกิดชั่วข้ามคืน แต่ก็เป็นแนวโน้ม ที่ดูจะชัดเจน

คำถามคงไม่ใช่ว่า “จะเกิดหรือไม่”

แต่คือ “เมื่อไร”

และคำถามที่สำคัญสำหรับบริษัทน้ำมันทั่วโลก ทั้งหลายก็คือ “คุณจะเริ่มทำอะไรในวันนี้บ้าง”

CASE นั้น จะเปลี่ยนโลกของการเดินทางไปอย่าง หน้ามือเป็นหลังมือ แบบที่เราก็นึกไม่ถึง

เพราะหากเรามองย้อนไปในวันแรกของ “รถยนต์” ที่ออกมาวิ่ง แทน “รถม้า”

การเปลี่ยนแปลงของ “การใช้ชีวิตของคน” หลายๆอย่างอาจจะเป็นสิ่งที่คาดเดาได้

เช่น คงจะต้องมี “ที่จอดรถ” เพิ่มมากขึ้น หรือ มีธุรกิจ ปั๊มน้ำมัน เกิดขึ้น

แต่ ใครจะคาดเดาได้ว่า การที่คนสามารถเดินทางได้ระยะไกลขึ้น จากการ “ขับรถยนต์”

จะทำให้เกิดการ “ซื้อขาย” ของในรูปแบบใหม่ ที่รวมศูนย์ไว้ที่เดียวมากขึ้น

ก่อให้เกิดธุรกิจ “ค้าปลีกยักษ์ใหญ่” อย่าง Walmart ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นบริษัทที่มี “รายได้” มากที่สุดในโลก

โลกในอนาคตนั้น ไม่เคยเลย ที่จะ “ชัดเจน” สำหรับมนุษย์ อย่างเราๆ

คำถามคือ “องค์กรที่คิดจะสร้างธุรกิจใหม่ๆในอนาคต จะปรับตัวอย่างไร”

ผมนั่งรถมาถึงที่ทำงาน เป็นบริษัทค้าปลีก “น้ำมัน” เล็กๆ

ลูกค้าของเราคือ “บริษัทเครื่องบินเจ็ทหรู” ที่ยังใช้ “น้ำมัน” อยู่ ในขณะที่เครื่องบินโดยสารอื่นๆ เป็น “ไฟฟ้า” หมดแล้ว

ผมเดินเข้ามาในห้องประชุม “แผนธุรกิจ” สำหรับปีหน้า

หัวหน้าที่นั่งที่หัวโต๊ะ เริ่มการประชุม

“เอ้าไหน ใครวิเคราะห์อนาคตมาบ้าง ว่าจะเป็นอย่างไร นำมาอธิบายหน่อย

เดี๋ยวเรามี ที่ปรึกษา เจ้าเก่ง มาเล่าให้ฟัง เปรียบเทียบกัน”

ธุรกิจแห่งอนาคต อาจไม่ต้องการ “หลักการ” ดูดี มากมาย

แต่คงต้องอาศัย “จินตนาการ” สักหน่อย

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ