องค์กรยุคใหม่ ต้องเหมือนวงดนตรี ”

นอกจากจะชอบ “อ่านหนังสือ” เป็นชีวิตจิตใจแล้ว

ผมเองยังชอบ “เล่นดนตรี” อีกหนึ่งอย่างครับ

เป็นมือกลอง เคยเล่นประกวดมาบ้าง ไม่ได้เก่งกาจอะไร พอไปวัดไปวา

ชอบดนตรีถึงขนาดที่ว่า เป็นตัวตั้งตัวตี คนหนึ่ง

ในการก่อตั้ง ชมรมดนตรี ของบริษัทที่ปัจจุบันทำงานอยู่

เราหาอาสาสมัคร พรรคพวก ที่ชอบเล่นดนตรี

ไม่ว่าจะเป็น กีตาร์ เบส กลอง เปียโน นักร้อง

เล่นฟรี ตามงานต่างๆของบริษัท หลายครั้งหลายครา

งานปีใหม่ งานเกษียณ งานเลี้ยงขอบคุณแผนกต่างๆ เราไปเล่นให้ ไม่เคยเกี่ยง

หลายคนถามว่า ไม่เหนื่อยหรอ

ทำงานตอนกลางวันแล้ว ยังต้องเสียเวลาไปซ้อม เพื่อมาเล่นงานบริษัทอีก

ก็ตอบเขาไปว่า “เหนื่อยนิดหน่อย แต่ ยินดีครับ ช่วยๆกัน”

ในใจนั้นได้แต่ยิ้ม หัวเราะ พูดกับตัวเองว่า

“ยินดีเสียยิ่งกว่ายินดี”

การได้เล่นดนตรี สำหรับผม และ เพื่อนๆนักดนตรีอีกหลายๆคน

ก็เป็นเหมือนช่วงเวลาดีๆของชีวิต ที่ “เสพ” จนติดเสียแล้ว

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่อง ที่ทำให้ ชื่นชอบ การเล่นดนตรี

ก็คือ “เพื่อนร่วมวง” ครับ

ทำไมน่ะหรือ

อย่างที่นักอ่านหลายๆท่านคงทราบดี

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของปวงชนชาวไทย

ท่านทรงโปรดการทรงดนตรีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดนตรีแจ็ส”

ทรงหัดเล่นเครื่องเป่าชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แซกโซโฟน แคลริเน็ต ทรัมเป็ต ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ทรงโปรดให้ ตั้งวงดนตรี “อ.ส. วันศุกร์”

ย่อมาจาก “อัมพรสถาน วันศุกร์”

มีการออกอากาศทางสถานีวิทยุ อ.ส. ทุกช่วงเย็นของวันศุกร์

ทรงจัดรายการเพลง ทรงเลือกแผ่นเสียงเอง

บางครั้ง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ฟังโทรศัพท์ขอเพลจากวงดนตรีที่กำลังบรรเลงได้ด้วย

คุณภาธร ศรการนนท์ ลูกชายของคุณแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ นักดนตรีผู้ร่วมวงเก่าแก่กับพระองค์ท่าน

เล่าว่า พระองค์ท่านเคยเปรียบเทียบวงดนตรีกับสังคมเอาไว้ อย่างคมคาย

“ทุกคนในวงต่างมีหน้าทีของตัว

นักร้องไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าคนเล่นเบส หรือ กลอง เลย …

ทุกคนมีความสำคัญในการบรรเลงเท่าเทียมกัน

สังคมก็เช่นเดียวกัน

ถ้าทุกคนในวงสังคมรู้และทำตามหน้าที่ของตน

สังคมก็จะเจริญก้าวหน้าและสงบสุข

ใม่มีใครเหนือหรือด้อยกว่าใคร ทั้งในฐานะทางสังคมและในการเล่นดนตรี

“ดนตรี” เองเท่านั้นที่ใหญ่เหนือกว่าใครทั้งหมด

อะไรอื่นนั้นปราศจากความหมาย”

ทรงพยายามจะชี้ให้เห็นว่า

การเล่นดนตรีให้ได้สักเพลง ต้องอาศัย “การทำงานร่วมกัน” อย่างสอดประสาน

ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ไม่ไปก้าวก่าย ส่วนของผู้อื่น ที่เราอาจจะไม่ได้รู้จริงเท่าเขา

สังคมหนึ่งๆจะก้าวหน้าต่อไปได้ ก็เกิดจากคนในสังคม “รู้หน้าที่” ของตน

ไม่ต่างจาก การเล่นดนตรีให้จบสัก “เพลง” หนึ่ง

คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ซีอีโอ ขอบริษัท ปตท.

บริษัทพลังงานแห่งชาติสัญชาติไทย  

มีพนักงานกว่าหมื่นชีวิต ทำงานตั้งแต่งานบริหาร งานเอกสาร ไปจนถึง งานปฏิบัติการ

ท่านเคยเล่าแนวคิดในการบริหารงานว่า

องค์กรก็เหมือนกับ “วงดนตรี” ขนาดใหญ่

อย่างแรก ต้องรู้ว่า จะเล่นเพลงอะไร ก่อน

“เพลง” ก็เหมือนกับ “เป้าหมาย” ของบริษัท

หากปราศจากซึ่ง “เป้าหมาย” เดียวกัน

กลอง กีตาร์ ทรัมเปต แซกโซโฟน ต่างคนต่างเล่น

เล่นกัน “คนละเพลง”

คนหนึ่งเล่น “บีโทเฟ่น”

อีกคนเล่น “โมสาร์ท”

รับรองว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง”

แม้ว่า จะเป็นนักดนตรีมีฝีมือ และ เป็นบทเพลงที่ “ไพเราะ” เพียงใดก็ตาม

การมี “เป้าหมาย” เดียวกัน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการบริหารองค์กร ให้บรรลุเป้าประสงค์

ทีนี้ รู้แล้วว่า เล่นเพลงอะไร ก็ยังไม่พอ

ยังต้องรู้ว่า เล่นอย่างไร ให้เข้ากัน

โน้ตที่เล่น เป็น คีย์เดียวกันหรือไม่

จังหวะ ช้า เร็ว สักเท่าไร เข้าใจตรงกันใช่หรือเปล่า

สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกัน กับ “กลยุทธ์ (Strategy)” ขององค์กร

ที่พนักงานทุกคน ต้องมี “ความเข้าใจ” เหมือนกัน

เมื่อมีโน้ตเพลงเดียวกัน มีทำนองที่เหมือนกัน

พร้อมกับ วาทยากร ที่คอยให้จังหวะ ดนตรี ต่างๆ ได้เล่นอย่าง ถูกที่ ถูกเวลา

ที่เหลือ ก็คือ “ฝีมือ” ของนักดนตรี

ยิ่ง “นักดนตรี” มีฝีมือมากเท่าไร เสียงที่เล่นออกมาก็จะมีความไพเราะมากเท่านั้น

ก็เปรียบเสมือนพนักงานที่มี “ผีมือ” พร้อมจะทุ่มเทพลังกาย พลังสมอง ให้กับ องค์กรอย่างเต็มที่ นั่นเอง

จะเห็นว่า เพียงแค่ “ผีมือ” ของนักดนตรีแต่ละคนนั้น

ไม่เพียงพอที่จะเล่น “บทเพลง” ให้มีความไพเราะ

การสื่อสารระหว่างกัน เพื่อทำความเข้าใจ ในเป้าหมาย กลยุทธ์ขององค์กร ระหว่างพนักงาน

จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่แพ้ “ความสามารถ” ของพนักงานเอง

ที่เกริ่นมาตอนแรกว่า “เพื่อนร่วมวง” คือสิ่งที่ชื่นชอบในการเล่นดนตรีนั้น

เป็นเพราะว่า “การฟัง” คือคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับนักดนตรี

ไม่ว่าจะเล่นดี หรือ เล่นไม่ดี

หาก “ไม่ฟัง” กัน รับรองว่าเล่นไม่เป็นเพลง

ผมตีกลอง ก็ต้องคอยฟัง เบส และ เปียโน ว่าจังหวะเป็นอย่างไร

เล่นเบา หรือ เล่นดัง แค่ไหน

ถ้ามัวแต่ตีไป โดยไม่สนใจคนอื่น ส่วนมาก จะ “หนวกหู” เสมอ

นักร้องจะขึ้นร้องท่อนไหน ก็ต้องคอยฟัง “กีตาร์” ให้สัญญาณ

ประสานเสียงตรงไหน ก็ต้องฟัง “นักร้อง” และ “เปียโน”

ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

ต่างคนต่างรู้หน้าที่ของตน และ คอย “ฟัง” ผู้คนรอบข้าง ที่ทำงานร่วมกัน

ดนตรี ก็จะเป็น “เพลง” ที่ไพเราะ

การงาน ก็จะก่อให้เกิดเป็น “นวัตกรรม” สำหรับองค์กร

สังคมไทย ก็จะเป็นสุข สามัคคี เจริญก้าวหน้า

ดังที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเรามาตลอด 70 ปี

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ