”มีเงินให้คุณหมื่นล้าน คุณเอามั้ย”

ลองจินตนาการตามนี้

คุณเป็นอภิมหาเศรษฐี มีธุรกิจใหญ่โต ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ธุรกิจของคุณ เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาหลายปี

ผู้คนทั่วโลกรู้จัก ผลิตภัณฑ์ ของคุณเป็นอย่างดี

บริษัทน้อยใหญ่ ต่างมองคุณเป็น “ต้นแบบ” ในการสร้างบริษัท

สื่อระดับโลกทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็น CNN Forbes BusinessWeek Times

เคยนำคุณไปขึ้นปกหนังสือ

พร้อมจั่วหัว สรรเสริญ เยินยอ ตัวคุณ และ บริษัทของคุณ

“ผู้นำรุ่นใหม่ของโลกอินเตอร์เน็ท”

“บริษัทแห่งอนาคต”

“องค์กรที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก”

ต่างๆ นานา

ในทุกๆวัน คุณได้มีโอกาสพบ ผู้นำระดับโลกมากมาย

ตั้งแต่ ประธานาธิบดีของประเทศ ไปจนถึง นักธุรกิจชื่อก้องโลก

ที่อยากจะมาเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ” กับคุณ

คุณเองเป็น “คนช่างเลือก” ไม่ร่วมธุรกิจกับใครง่ายๆ

อยู่มาวันหนึ่ง คุณได้เจอกับ “เด็กมหาลัย” คนหนึ่ง ที่กำลังทำอะไรบางอย่าง

คุณสนใจในธุรกิจของเขาเป็นอย่างมาก

คุณตัดสินใจ เสนอเงิน “หนึ่งพันล้านเหรียญ” หรือเท่ากับ “สามหมืนล้านบาท” เพื่อซื้อธุรกิจของ “เด็กมหาลัย” คนนี้

เด็กคนนั้น “ปฏิเสธ” แล้วตอบกลับมาว่า

“คุณมันช่างไม่มีวิสัยทัศน์”

……………………………….

ในทุกๆวันนี้ โลกธุรกิจมีการซื้อขายบริษัทเกิดขึ้นตลอดเวลา

ยิ่งเป็นการซื้อขายกันที่มูลค่าสูง เป็น พัน หมื่น แสนล้าน

ยิ่งต้องมีการออกข่าวกัน ใหญ่โต

แต่จะมีสักกี่การซื้อขาย ที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เป็นข่าวไปทั่วโลก

ทั้งๆที่ไม่ได้เกิดการ “ซื้อขาย” ขึ้น อย่างที่ตั้งใจไว้

ปี 2006 เจอรี่ หยาง ซีอีโอบริษัทอินเตอร์เน็ทระดับโลกชื่อ “ยาฮู (Yahoo)”

เสนอเงินจำนวน “หนึ่งพันล้าน” เหรียญสหรัฐ

เพื่อซื้อกิจการ บริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่ง เปิดมาได้เพียง 2 ปี ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา

บริษัทนี้ มีชื่อว่า “เฟซบุ๊ค (Facebook)”

หลังจากมีการเสนอซื้อได้ไม่กี่วัน

ปีเตอร์ ทีล (Peter Thiel) นักลงทุนรายแรกๆของเฟซบุ๊ค เรียกประชุมคณะกรรมการบริษัททันที ในวันจันทร์ช่วงเช้า

ประกอบด้วยบุคคลสามคน ได้แก่

หนึ่ง ปีเตอร์ ทีล

สอง จิม เบรเยอร์ (Jim Breyer)

และ สาม แน่นนอนที่สุด มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ตอนนั้นมาร์ค อายุได้เพียง 22 ปี

“ผมกับจิม คิดว่า เราน่าจะขายบริษัท แล้วเอาเงินมหาศาลนั้นมา” ปีเตอร์ ทีล เคยให้สัมภาษณ์ไว้

แต่ทันที ที่มาร์ค เข้ามาในห้องประชุม เขาพูดสวนทันทีว่า

“การประชุมนี้ควรจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เพราะมันชัดเจนว่าเราจะไม่ขายบริษัทให้กับยาฮู”

ทีล เล่าให้ฟังว่า ตัวเองเผลอเตือนสติมาร์คไปว่า

“หนึ่งพันล้านเหรียญ ไม่ใช่เงินปริมาณน้อยๆนะ มาร์ค

คุณถือหุ้นบริษัทอยู่ตั้ง 25%

คุณสามารถเอาเงินทีได้มา ไปทำอะไรได้อีกหลายอย่างที่คุณอยากจะทำ

คิดให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”

มาร์คนิ่งไปสักครู่ แล้วตอบว่า

“ผมคิดไม่ออกจริงๆว่า ถ้าได้เงินมาจริง จะเอาไปทำอะไร

ถ้าตอนนี้ได้เงินมาจริงๆ ผมก็คงจะทำเวป social network ขึ้นมาอีกอันหนึ่ง แข่งกับ Facebook

ตอนนี้ผมชอบสิ่งที่ผมทำอยู่มากอยู่แล้ว ทำไมผมถึงจะต้องขายมันล่ะ”

ทีลเล่าว่า มาร์คเชื่ออย่างสุดใจว่า เจอรี่ หยาง ให้มูลค่ากับ Facebook น้อยเกินไป

นั่นแสดงให้เห็นถึง การขาดวิสัยทัศน์ของผู้ซื้อ ซึ่งจะทำให้ Facebook ไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร

อย่าลืมนะครับ นี่คือเด็กมหาลัยอายุ 22 ปี

เขากำลังจะ ปฏิเสธ เงินจำนวน หนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยความเห็นส่วนตัวที่ว่า “มันราคาถูกไป”

พร้อมประกาศกร้าวว่า “เจอรี่ หยาง” เจ้าของบริษัท ยาฮู ซึ่งเป็นบริษัทอินเตอร์เน็ทยักษ์ใหญ่ ในขณะนั้น

เป็นบุคคลที่ “ไม่มีวิสัยทัศน์”

ไม่รู้ไปพก “ความมั่นใจ” มาจากไหน

ปีเตอร์ ทีลเอง เห็นแบบนั้น ก็ได้แต่ปล่อยให้เงิน “หนึ่งพันล้านเหรียญ” ลอยผ่านไป

แต่เขาก็ได้เห็นเป็นครั้งแรกว่า “ผู้ประกอบการ” ที่จะประสบความสำเร็จนั้น

ต้องมีคุณสมบัติแบบ “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก”

คือ “มีภาพในอนาคต” ของธูรกิจตนเอง ที่จะเติบโตยิ่งใหญ่อย่างชัดเจน

ชัดเจนจนกระทั่งไม่หวั่นไหวต่อ “เงิน” พันล้านเหรียญ

ปัจจุบัน เฟซบุ๊ค มีมูลค่าประมาณ “สามแสนล้าน” เหรียญ

แค่ 300 เท่าของเงินที่ “ยาฮู” เสนอให้เท่านั้นเอง

หากแต่ว่า กรรมใด ใครก่อ กรรมนั้น คืนสนอง

ปี 2008 เพียงสองปีถัดมา Facebook เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด

“มาร์ค” แอบชำเลืองเห็น บริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ในเมือง “ซานฟรานซิสโก”

บริษัทที่ทำอะไรคล้ายๆกัน แต่มี คนเข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนน่ากลัว

มาร์ค ตัดสินใจ โทรไปหา ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทนั้น

ชวนมาทานข้าวที่ ออฟฟิศ ของ Facebook

พูดคุยกันเล็กน้อย ทำความรู้จัก แล้วแยกย้ายกันกลับ

อีกไม่กี่วันถัดมา เสียงโทรศัทท์ที่บริษัทนั้น ดังขึ้น

ปลายสายด้านหนึ่งคือ “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก”

เสนอซื้อบริษัทนั้นที่เปิดมาได้แค่สองปี เป็นจำนวนเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

สองหนุ่ม ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทนั้น ปฏิเสธ ตีแสกหน้า “มาร์ค” แบบเต็มๆ

ไม่ต่างกับที่ มาร์ค เคยทำไว้กับ เจอรี่ หยาง แห่ง ยาฮุ

บริษัทนั้นคือ “ทวิตเตอร์ (Twitter)”

ที่ปัจจุบัน มีมูลค่าประมาณ “หนึ่งหมื่นล้านเหรียญ”

ยังไม่พอ ปี 2014 เมื่อสองปีที่ผ่านมานี้เอง

มาร์ค พบ บริษัทเล็กๆอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งมาได้แค่ 3 ปี

ทำแอพพลิเคชั่น แชท ง่ายๆ ดูไม่มีอะไร แต่มีผู้ใช้งานมหาศาล

มาร์ค บินไปหาผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทนั้น ทันที

พร้อมขู่ว่า “ฉันกำลังจะทำอะไรคล้ายๆกับแก ระวังให้ดี”

แต่ ผลลัพธ์ ของสิ่งที่เฟซบุ๊ค ทำเลียนแบบนั้น ไม่ได้ผลดีอย่างที่คิด

ผ่านไปอีกไม่กี่เดือน มาร์ค จึงต้องย้อนกลับไปคุยกับ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแห่งนั้น

พร้อมข้อเสนอซื้อบริษัทนั้น ด้วยเงิน “สามพันล้านเหรียญ” หรือ “แสนล้านบาท”

อีกครั้งในประวัติศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแห่งนั้น “ปฏิเสธ” ข้อเสนอจาก “มาร์ค”

บริษัทแห่งนั้นมีชื่อว่า “แสนปแชท (Snapchat)”

ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า “สองหมื่นล้านเหรียญ”

ถ้าคุณอยาก “รวย”

จงสร้างธุรกิจ ที่เติบโตเร็ว และ โฆษณาให้ ผู้อื่น อยากได้

แต่ถ้า คุณอยาก “เปลี่ยนโลก”

จงสร้างธุรกิจ ที่มี “วิสัยทัศน์” จนไม่มีใครหน้าไหน ให้ราคามันได้ เท่าที่คุณ “จินตนาการ” ไว้

หาก “เส้นขอบฟ้า” ของคุณกว้างไกลมากพอ

เงินพันล้าน คุณก็อาจจะจำเป็นต้อง “ปฏิเสธ”

เพราะมันช่างเล็กเกินไป เมื่อเทียบกับ “วิสัยทัศน์” ของคุณ

ถ้าคุณเป็น เจอรี่ หยาง ที่โดนเด็กเมื่อวานซืนอย่าง “มาร์ค” ตอกกลับว่า “ไม่มีวิสัยทัศน์”

แล้ว ยังไม่ทำให้คุณรู้สึกอะไร

เจอรี่ หยาง เคยเสนอเงิน “หนึ่งพันล้านเหรียญ” ให้กับ บริษัทเล็กๆอีกสองแห่ง

หนึ่งคือ “กูเกิ้ล (Google)” สองคือ “อีเบย์ (Ebay)”

แน่นอน ถูก “ปฏิเสธ” เช่นเคย ด้วยเหตุผลเดียวกัน

“วิสัยทัศน์ราคาหนึ่งพันล้านเหรียญของคุณ มันเล็กเกินไป เมื่อเทียบกับจินตนาการระดับแสนล้านของผม”

โดนไปอีก สองดอก

เจ็บ มั้ย ล่ะ เจอรี่

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ