เบื่อชีวิต ต้อง “ออกแบบชีวิต”

“ออกแบบชีวิต อย่าง d.school”

“อยากทำอะไรของตัวเองว่ะพี่”

เสียงตัดพ้อ ต่อชีวิตของตัวเอง ของน้องๆ ที่ผมรู้จัก หลายคน

ไม่ว่าจะในที่ทำงาน หรือ ที่มหาวิทยาลัย

เป็นคำพูดที่ ไม่เชิงขอคำปรึกษา

แต่ เป็นในเชิงระบายอารมณ์ เศร้าๆเล็กๆ

ราวกับว่า “ทำอะไรกับมันไม่ได้”

ผมเอง ก็มักตอบกลับไปง่าย ๆ

“ก็ลองทำดิวะ”

ท่าทีของน้องๆที่มาปรึกษา ก็จะ “มองบน”

คำตอบที่มักจะได้ยินบ่อยๆ ก็มักจะประมาณว่า

“ไม่รู้จะเริ่มยังไงพี่”

“ช่วงนี้ยุ่งมากเลย”

“แล้วถ้าเจ๊งล่ะพี่ ผมไม่มีความกล้าเหมือนเพื่อนๆคนอื่นๆเขา”

 “ผมไม่ชอบความเสี่ยงพี่ ทำยังไงถึงจะกล้าเสี่ยง”

……………………………

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสจัดคลาสสอนเรื่อง Design Thinking

กระบวนการสร้างนวัตกรรมในองค์กร ที่ผู้บริหารหลายท่าน ติดต่อเข้ามาว่า อยากเรียน

ผมเองแม้จะเรียนเรื่องนี้มากับตัวเองเป็นปี จาก “d.school” ต้นตำรับที่มหาวิทยาลัย “แสตนฟอร์ด”

แต่ไหนจะทำงานประจำ ไหนจะต้องสอนหนังสือ

ไม่ค่อยมีเวลา จะไปสอนผู้บริหารในองค์กร แบบจริงๆจังๆสักที

ผมก็เลยคิดสนุกๆ ว่า อยากจะจัดคลาสที่ “ผู้บริหาร” ทั้งหลายต้องออกมาเรียน นอกบริษัท

ต่างบริษัท ต่างธุรกิจ คนละนิดคนละหน่อย มาเรียนรวมกัน ในวันเสาร์-อาทิตย์

ก็ปรากฏว่า ได้เสียงตอบรับดีมากครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็จัดไปเป็นครั้งที่สามแล้ว

รวมสามครั้งก็ เจ็ดสิบกว่าคน จาก สามสิบกว่า บริษัท

ซีพี เอสซีจี เอไอเอส ทีเอ็มบี กรุงศรี เวิร์คพอยท์ มิตรผล แสนสิริ เอพี

บริษัทใหญ่ๆ ที่อยากจะทำอะไรใหม่ๆในองค์กร ก็ส่งพี่ๆผู้บริหารมาเรียนกัน

วันสุดท้ายของการเรียน มีพี่คนหนึ่งถามผมว่า

“ตอนที่ไปเรียนที่ d.school ชอบวิชาไหนที่สุด”

ผมก็ตอบไปแบบไม่ทันคิด ตามความรู้สึก

“Designing your life (ออกแบบชีวิต)” ครับ

พี่เขาก็งงไปนิดหน่อย แล้วถามว่า มันออกแบบยังไงหรอ

ขออนุญาตเล่าให้ฟังครับ

เรื่องของ “นวัตกรรม” นั้น เรามักจะพูดถึงการทำ “ต้นแบบ (Prototype)”

การทดลองแบบง่ายๆ ไม่ใช้เงินเยอะ ใช้เวลาเยอะ เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม จากลูกค้า

เอามาปรับ เปลี่ยน รูปแบบผลิตภัณฑ์ การบริการ ของเรา

 ก่อนที่จะตัดสินใจ ทำอะไรใหญ่ๆ ลงเงินเยอะๆกับมัน

เป็นการ “ลดความเสี่ยง”

 ที่ d.school เชื่อว่า “แนวคิด” นี้ สามารถนำมาปรับใช้กับ “ชีวิต” เราได้เช่นกัน

ผมเองในฐานะ “วิศวกร” คนหนึ่ง

ผมไม่ชอบความเสี่ยงครับ

จะทำอะไรสักอย่าง ต้องคิดแล้ว คิดอีก วางแผนกันอย่างรัดกุม

ทำแล้วต้อง “เป๊ะ” ไม่ผิดพลาด

 “วิศวกร” จากรั้วจามจุรี ก็มักจะเป็นแบบนี้

และ นี่ก็เป็น “แนวคิด” ที่มีผลต่อการตัดสินใจหลายอย่างในชีวิตของผม ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด

ปี 2013 วิชา “Designing your life” ที่ d.school เหมือนจับผม “ตีลังกา”

หลักการง่ายๆ มีอยู่ว่า

“ถ้าคุณอยากจะรู้ว่า คุณชอบอะไร อยากเป็นอะไรในชีวิต

คุณไม่มีทางรู้จนกว่า จะลงมือทำ”

ฟังแล้ว หลายคน อาจจะคิดว่า เหย ยังไม่ได้ศึกษาอย่างดีเลย

ลงมือทำ ก็มีความเสี่ยงจะเจ๊ง พังเอาง่ายๆ น่ะสิ

คำตอบคือ ไม่ใช่ ครับ

เพราะนี่เราพูดถึง การสร้าง “ต้นแบบ” ของชีวิตตัวเอง

ไม่ใช่ “การเสี่ยง” หรือ “ความมั่นใจ” แบบ ไร้เหตุผล

“เฮนรี ฟอร์ด” ผู้ผลิตรถยนต์ เป็นคันแรกๆ ของโลก

เขามีความคิดเรื่อง รถยนต์ ตั้งแต่เป็นพนักงานของบริษัท “จีอี (GE)”

บริษัทของ “โทมัส อัลวา เอดิสัน” ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟดวงแรกของโลก

เฮนรี ฟอร์ด ไม่ได้ ทุบหม้อข้าว ลาออกมา ลุยสร้างรถยนต์ ทันที

กลับกัน เขาซุ่มศึกษาเรื่อง “คาร์บูเรเตอร์ (Carburetor)” เป็นเวลากว่าสองปี

จดทะเบียนสิทธิบัตร (Patent) เรียบร้อย แล้วจึงลาออกมาทำเต็มตัว

“บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งบริษัท “ไมโครซอฟท์ (Microsoft)”

หลายคนคุ้นเคยกับเรื่องราว “บ้าบิ่น” ของเขา

ที่ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย “ฮาร์วาร์ด” ตอนปีสอง เพื่อก่อตั้ง บริษัทที่เปลี่ยนโลก แห่งนี้

ความจริงแล้ว บิล เกตส์ เริ่มทำสิ่งนี้ ตั้งแต่ปีหนึ่ง

ทดลองเรื่อยมา จนขาย ซอฟแวร์บางส่วนไปได้บ้างแล้ว

ขึ้นปีสอง ทำต่อไปจนเห็นโอกาสที่ชัดเจนขึ้น มีความมั่นใจพอประมาณ

แล้วจึงตัดสินใจ “ลาออก” จากมหาวิทยาลัย

“ฟิล ไนท์ (Phil Knight)” ผู้ก่อตั้งบริษัท “ไนกี้ (Nike)” เจ้าของสโลแกน “Just do it”

เขาทำงานประจำเป็น นักบัญชี ไปเช้า เย็นกลับ และเริ่มสนใจจะสร้าง “นวัตกรรม” ของ “รองเท้า”

ฟิล ไนท์ ขายรองเท้า ทดลองตลาด จากหลังรถของตัวเอง เป็นเวลา 5 ปี ในขณะเป็น พนักงานประจำ

ก่อนจะลาออก มาทำบริษัท “Nike” แบบ Full-Time

“ผู้ประกอบการ” ในตำนานเหล่านี้ ล้วน ไม่ใช่ “นักพนัน” ที่ชอบความเสี่ยงอย่างไร้เหตุผล

กลับกัน พวกเขากลับ “กลัวความเสี่ยง” จนต้องทำการสร้าง “ต้นแบบ (Prototype)” ขึ้นมา

เพื่อ “ลด” ความเสี่ยงนั้นๆ ก่อนที่จะ ก้าวขาออกมา สร้าง “บริษัท” ของตัวเอง

วิชา “ออกแบบชีวิต (Designing your life)” ของ d.school สอนเรื่องนี้อย่างชัดเจน

ถ้าคุณอยากจะทำอะไรสักอย่าง ลองลงมือทำมัน “เล็กๆ” เสียก่อน

อย่ามัวแต่นั่งคิด นั่งวางแผน

คิดใหญ่ แต่ เริ่มเล็ก (Think Big, Start Small) คือ กุญแจ สู่ความสำเร็จ

วัฒนธรรมแบบไทยๆ ของเราส่วนใหญ่ มาตายตรง “Start”

คิดเยอะ แล้ว ไม่ยอมลงมือ เสียที

เสียงของน้องๆ ที่ถามผม ว่า “ผมไม่ชอบความเสี่ยงพี่”

ผมก็อยากตอบกลับไปว่า “ไม่มีใครในโลก ชอบความเสี่ยงหรอก”

คำถามคือ “ถ้าไม่ชอบเสี่ยงใหญ่ แล้วเสี่ยงเล็กๆ ได้มั้ย”

คุณคิดว่า เวลาที่ดีที่สุดในการสร้าง “ต้นแบบ” ของชีวิต คือ ช่วงเวลาใดกัน

มิใช่ “วัยเรียน” หรือ “วัยเริ่มทำงาน” ที่ยังไม่มี ภาระ หรอกหรือ

คิดใหญ่ แต่ “เริ่มเล็ก” คือ เทคนิคของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ

คิดใหญ่ ไม่ใช่ปัญหา ใครๆก็ทำได้

แต่ “เริ่ม” เล็กนี่สิ ที่จะทำให้เรา แตกต่าง และ เป็นการ “ลดความเสี่ยง” ไปด้วยในตัว

“ต้นแบบ” ของชีวิตเรา

เอ็งสร้างได้ วันนี้เลย ไอ้น้องเอ๋ย

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ