“แผนกลยุทธ์ที่ไร้ค่า”

ถ้าจะพูดถึง บิดาแห่งการบริหารจัดการองค์กร หนึ่งคน

ชื่อนี้ คงจะโผล่ขึ้นมาในหัวของคนหลายคน

“ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker)”

บิดาแห่งการบริหารจัดการรูปแบบใหม่

กับคำพูดติดปาก ที่หลายๆองค์กร นำไปใช้

“วัฒนธรรม กิน แผนกลยุทธ์ เป็นอาหารเช้า”

(Culture Eats Strategy as breakfast)

มันหมายความว่า อย่างไรกัน

ถ้าจะให้พูดถึงคำว่า “วัฒนธรรม” แล้ว

หลายๆคน อาจจะนึกถึง ขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่ปฏิบัติ สืบทอดกันมา

แต่ถ้าจะให้พูดถึง คำว่า “วัฒนธรรม” ในโลกของธุรกิจ

เชื่อว่า หลายๆคน จะต้องนึกถึง “ตัวย่อ” ภาษาอังกฤษ

เราอยากให้พนักงานขององค์กรเรา ประพฤติตัวอย่างไร

เราก็สร้างเอา ตัวอักษรภาษาอังกฤษ มาเรียงๆกัน

เช่น ถ้าเราอยากให้พนักงานของเรา มีความคิดสร้างสรรค์

ในตัวย่อของวัฒนธรรม ก็จะต้องมีตัว “C” คำขึ้นต้นของคำว่า “Creative”

ถ้าเราอยากให้พนักงานของเรา “ทำงานรวดเร็ว”

เราก็จะเอาตัว “A” ที่มาจาก “Agile”

สองตัวยังไม่สวยพอ ยังเป็นคำสวยๆไม่ได้

เราก็หากันอีกสักตัวมาลองใส่ดู

อาจจะเป็นตัว “T” ที่มาจากคำว่า “Trust” พนักงานต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน

รวมสามตัว ก็กลายเป็นคำเก๋ๆว่า CAT แปลว่า “แมว”

เราก็อาจจะมีการทำประชาสัมพันธ์ “โลโก้” รูปแบบ

เป็นเหมือน ทูตสัมพันธไมตรี ระหว่าง ผู้บริหาร กับ พนักงาน

มีแมวตัวนี้ที่ไหน ก็จะพูดถึง “วัฒนธรรม” องค์กรที่นั่น

มีการเล่นเกมส์ แข่งกัน ดูสิว่า ใครสามารถจำ ตัวย่อ ขององค์กรได้บ้าง

ต่อยอด มีการแข่งวาดรูป ตัว “แมว” สร้างจินตนาการ ให้รางวัลกันไป

ทุกคนจำได้ ท่องได้ แต่ว่า ทำได้รึเปล่า ยังไม่แน่ใจ

หากแต่ว่า “วัฒนธรรม” องค์กรที่ดีนั้น ควรจะเริ่มจากที่ใดกันแน่

“รีด ฮอฟแมน (Reid Hoffman )” ผู้ก่อตั้ง LinkedIn โซเชียลเน็ทเวิร์คในการหางาน ระดับโลก

เคยบอกเอาไว้ในหนังสือ The Start Up of You  

องค์กรยุคใหม่ในยุคดิจิตอล ควรจะมี “วัฒนธรรม” ที่เรียกว่า

“ทดลองตลอดไป (Permanent Beta)”

Permanent แปลว่า ถาวร

Beta สื่อถึงผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในช่วงการทดลอง

ถ้าคุณอยากเป็นองค์กรที่ ผลิตอะไรใหม่ๆ แข่งขันได้ตลอดไป

องค์กรคุณควรจะ “ทดลองตลอดไป”

ไม่ใช่ สำเร็จเพียงอย่างเดียว ก็ “ลำพองใจ” คิดว่าสิ่งนั้นจะอยู่กับบริษัทไปตลอด

บริษัทอย่าง LinkedIn ใช้ “วัฒนธรรม” แบบนี้

พัฒนา “ผลิตภัณฑ์” ตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

ทดลอง ปรับ ไปเรื่อยๆ ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

สร้างบริษัท เติบโต จนกระทั่ง ขายไปให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft

ด้วยมูลค่า สองหมื่นหกพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

หรือประมาณ หนึ่งล้านล้านบาท

บริษัท Amazon.com อีคอมเมิร์ซระดับโลก

ก็มี “วัฒนธรรม” ชื่อเท่ห์ๆ ว่า “วันแรกเสมอ (Day One)”

เจฟ เบซอส เจ้าของบริษัท เขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้น อธิบายเอาไว้อย่างน่าสนใจ

Day One คือ วันแรกที่บริษัทเริ่มทำงาน

ทุกอย่างยังใหม่ มีแต่ไม่ความไม่แน่นอน

เป็นวันที่ยาก เป็นวันที่ต้องพุ่งเป้าทุกอย่างไปที่ความต้องการของลูกค้า

เป็นวันที่ “ความสำเร็จ” ยังไม่มาบดบัง “ความกล้าหาญ”

วันที่บริษัทเติบโตขึ้นมา จากความ “ไม่รู้” จนกระทั่ง “รู้อะไรบางอย่าง”

ความรู้สึกของ “วันแรก” ที่แต่ละคนเข้ามาทำงาน

ความตื่นเต้น กับสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้ ตื่นตัว อยู่ตลอดเวลา

นั่นแหละคือ “วัฒนธรรม” ของ Amazon.com

มีผู้ถือหุ้นคนหนึ่งยกมือถามเขาว่า

แล้ว “วันที่สอง (Day Two)” ล่ะ มีหน้าตาเป็นอย่างไร

เจฟ เบซอส นิ่งไปสักครู่

ยิ้มที่มุมปาก ก่อนตอบออกไปว่า

“วันที่สองคือ หายนะ”

เป็นวันที่คนในองค์กรเริ่มยึดติดกับความสำเร็จที่ได้มาจาก “วันแรก”

เป็นวันที่องค์กรคิดจะทำ “สิ่งเดิม”

แล้วหวังว่า มันจะประสบความสำเร็จไปเรื่อยๆ ไร้ซึ่งกาลเวลา

ความคิด และ พฤติกรรมของ “วันที่สอง”

คือ “หายนะ” ของบริษัทอย่างแท้จริง

“วันแรก (Day One)” ก็เป็นวัฒนธรรมที่ช่วยสร้างบริษัท Amazon.com ขึ้นมา

จน เจฟ เบซอส ติดอันดับผู้ที่มีสินทรัพย์ มากที่สุดในโลกไปแล้ว แข่งกับ บิล เกตส์ (Bill Gates)

แผนกลยุทธ์ที่”สวยหรู”

สไลด์เป็นสิบๆแผ่น ข้อมูลแน่นปึ้ก จากบริษัทที่ปรึกษาทั้งหลายแหล่

หากปราศจากซึ่ง “วัฒนธรรม” องค์กร

ที่ผลักดัน “พฤติกรรม” ของพนักงาน ให้ลงมือทำ แผนกลยุทธ์ นั้นๆได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

แผนเหล่านั้น ก็เรียกได้ว่าเป็น “อาหารเช้า (Breakfast)” ดีๆ ของ “วัฒนธรรม” องค์กร นั่นเอง

“ตัวย่อ” ที่ท่องได้เป็นนกแก้วนกขุนทอง

ก็คงจะ “ไม่มีประโยชน์” อันใด