“โตโยต้า กับ แฟชั่น เกี่ยวอะไรกัน”

ถ้าเรานึกถึงบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง

ทุกท่าน นึกถึง บริษัทอะไรครับ

บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดใน ประเทศญี่ปุ่น

เดาไม่ยากใช่มั้ยครับ

บริษัท “โตโยต้า” นั่นเอง

เจ้าของคือ ต้นตระกูล “โตโยดะ” เริ่มตั้งบริษัทปี 1929

เริ่มต้นจากทำ “ธุรกิจทอผ้า”

โด่งดังในเรื่องการทำ “การสร้างรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ราคาเหมาะสม”

ผลิตเท่าที่จำเป็น เท่าที่ตลาดต้องการ ไม่มีการเก็บชิ้นส่วนต่างๆ ไว้มากจนเกินไป

ทำให้ “เงินไม่จม” ต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หรือที่ในวงการเรียกกันว่า “Lean Manufacturing”

และกระบวนการนี้แหละ ที่ทำให้ “โตโยต้า” เอาชนะคู่แข่งอื่นๆได้

ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์คันแรกสัญชาติอเมริกันอย่างบริษัท “ฟอร์ด มอเตอร์”

แน่นอนว่า ธุรกิจรถยนต์ ปัจจุบัน ก็เรียนรู้วิธีการผลิตรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ จาก “โตโยต้า”

จนปัจจุบันกลายเป็น “มาตรฐาน” อุตสาหกรรมรถยนต์ ไปเสียแล้ว

…………………………………..

ย้อนกลับไปห้าสิบกว่าปีก่อน ณ เมืองเล็กๆ ประเทศ สเปน

ชายหนุ่มคนหนึ่ง ทำงานในโรงงานทอผ้า

เขาทำงานนี้มาแล้วหลายปี แล้วก็รู้สึก “หงุดหงิด” กับอุตสาหกรรมนี้

เขาพบว่า กำไรส่วนใหญ่นั้น ตกไปอยู่กับ ห้องเสื้อที่ทำการตลาดเก่งๆ

แบรนด์ดัง ชั้นนำต่างๆ ที่มี “นักออกแบบ” ชื่อดัง

คนเหล่านี้พยายามจะบอกคนทั้งโลกว่า พวกเขาควรจะใส่อะไร ในฤดูกาลถัดไป

ใส่อะไรแล้วดูดี ใส่อะไรแล้วจะทำให้คุณดูเป็นคน “ทันสมัย”

ส่งผลให้ เสื้อผ้าที่ดูดีๆนั้น มีราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นมาก

ยิ่งเมื่อมาเทียบกับ ต้นทุนการผลิตเสื้อผ้าอย่างเดียว เช่นค่าวัสดุ ค่าแรงงาน

“เสื้อผ้า” ดีๆ ไม่ควรจะต้อง ราคาแพง ตามที่ “นักออกแบบดังๆ” อยากจะให้เป็น

ชายหนุ่มศึกษาอุตสาหกรรมอยู่นานหลายปี จึงตัดสินใจ “ลาออก” มาเปิดบริษัทของตัวเอง

ด้วย “วิสัยทัศน์” ที่ยิ่งใหญ่ ในการ “ปฏิวัติ” วงการ “แฟชั่น”

เขาตั้งชื่อบริษัทว่า “อินดิเท็กซ์ (Indetex)”

เริ่มต้นด้วยการศึกษาเทคนิคต่างๆ ในการผลิตเสื้อผ้าในราคาที่ถูกลงไปอีก

เขาพบว่า ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้านั้น มี “ช่องว่าง” ให้ปรับปรุงมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น การสั่งวัสดุในการผลิตที่น้อยไปบ้าง มากไปบ้าง

การบริการ ให้เกียรติกัน ระหว่าง ผู้ผลิตเสื้อผ้า คู่ค้าวัสดุต่างๆ

เช่นการตรงต่อเวลา การส่งมอบงานที่มีคุณภาพ

สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ “ชายหนุ่ม” ให้ความสำคัญ

ทำให้โรงงานของเขา มีห้องเสื้อจากแบรนด์ต่างๆมากมาย มาใช้บริการ

เมื่อ “ต้นทุนต่ำ” ก็ทำให้ กำไรของห้องเสื้อแบรนด์ต่างๆ ดีขึ้น

ธุรกิจการผลิตเสื้อผ้าของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่ปี

บริษัทเริ่มลืมตา อ้าปาก ได้บ้าง

ชายหนุ่มยังไม่ลืมความฝันที่จะ “ปฏิวัติ” วงการแฟชั่น

ก้าวต่อไปที่มีความสำคัญคือ การมีห้องเสื้อ มีแบรนด์ เป็นของตัวเอง

เขาตัดสินใจเปิดร้านเสื้อ “เล็กๆ” ของเขาที่หัวเมืองเล็กๆในประเทศสเปน

แนวคิดไม่มีอะไรซับซ้อน

“เสื้อผ้าที่ทำตามใจผู้ซื้อ ขายราคาเป็นธรรม”

รูปแบบร้านก็จะเหมือนกับ “ตลาดนัด” สักหน่อย

มีเสื้อผ้าแขวนมากมาย หลายๆขนาด มีอย่างละไม่กี่ตัว

ให้ความรู้สึกว่า “ถ้าคุณอยากได้ตัวนี้ ก็มีอยู่เท่านี้นะ ถ้าไม่ซื้อวันนี้ อาจจะหมดได้”

เขาให้พนักงานหน้าร้านสำรวจ “ความต้องการของผู้บริโภค” จากหน้าร้าน

ส่งข้อมูลกลับให้บริษัทแม่ สัปดาห์ละสองครั้ง

และเมื่อนำข้อมูลลูกค้าจากช่องทางอื่นๆ มาระดมสมองกับทีมงาน อย่างรวดเร็ว

ทำให้สามารถเปลี่ยนรูปแบบเสื้อผ้าในร้านค้าได้ “ทุกๆสองสัปดาห์”

นั่นหมายความว่า มีของใหม่ที่น่าจะตรงใจให้ลูกค้าได้เลือกกันทุกๆสองสัปดาห์

ในเชิง “จิตวิทยา” แล้ว

ก็เป็นการดึงลูกค้าเข้าร้านบ่อยๆนั่นเอง

แตกต่างจาก “ห้องเสื้อ” อื่นๆ ที่จะมี “คอลเลคชั่น” ใหม่ๆตามฤดูกาล ซึ่งใช้เวลา “สามถึงสี่เดือน” ทีเดียว

และ ด้วยการที่ บริษัท “อินดีเท็กซ์” มีความเชี่ยวชาญทางด้านการ “ผลิต” อยู่แล้ว

ทำให้เขาสามารถควบคุมการผลิต การขนส่ง ร้านค้า ต่างๆ ได้ครบถ้วน

ต้นทุนที่ต่ำลง ก็ส่งผลให้ “ราคาขาย” หน้าร้านไม่สูงเหมือน “แบรนด์” ดังๆอื่นๆ ที่ยังต้องจ้างคนอื่นผลิตให้

“เสื้อผาดีๆ ราคาเป็นมิตร เปลี่ยนบ่อยๆ” จึงเกิดขึ้น

เนื่องจาก “ความต้องการของลูกค้า” มีความสำคัญมาก

พนักงานและผู้บริหารส่วนใหญ่ ที่เริ่มทำงานที่บริษัทแห่งนี้

ไม่ว่าจะเป็น นักออกแบบ นักการตลาด ผู้จัดการ

จะต้องทำงานที่ “หน้าร้าน” เป็นเวลาหลายเดือน

เพื่อให้เข้าใจคนที่ทำงานกับลูกค้าโดยตรง เข้าใจบรรยากาศการซื้อขายของลูกค้า เวลาเข้ามาในร้าน

จะได้ “ออกแบบ” สินค้าได้ตรงใจผู้บริโภค

และ “บริหาร” องค์กรได้อย่างถูกต้อง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า

วิธีการนี้ ก็เป็นวิธีการที่บริษัทที่โด่งดังเรื่อง “วัฒนธรรมองค์กร” อย่าง “แซปโปส (Zappos)” บริษัทขายรองเท้าออนไลน์

ที่ขายให้กับบริษัท “อเมซอน (Amazon)” ไปที่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

โดยผู้บริหาร พนักงานที่เข้าทำงาน จะต้องเริ่มงานโดยการนั่งทำงานที่ “Call Center”

รับสายลูกค้า ที่โทรเข้าสั่งสินค้า แจ้งปัญหา สินค้า บริการ

เพื่อเข้าใจ “ลูกค้า” อย่างจริงจัง และ นำไปบริหารงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันบริษัท “อินดิเท็กซ์” ขยายกิจการร้านเสื้อผ้าไปทั่วโลก ทุกทวีป

ภายใต้แบรนด์หลัก ชื่อว่า “ซาร่า (ZARA)”

ชายหนุ่ม คนต้นเรื่อง มีชื่อว่า “อมันชิโอ ออเตกา (Amancio Ortega)”

ปัจจุบัน มีอายุเกือบแปดสิบปี

เป็นบุคคลที่ถูกจัดอันดับ “ร่ำรวย” ที่สุดในโลก เคียงข้างกับ “บิล เกตส์”

นี่แหละคือ เรื่องราวของห้องเสื้อ “ZARA” แฟชั่นยุคใหม่แบบรวดเร็ว ขวัญใจผู้หญิงทั่วโลก

ด้วยห่วงโซ่การผลิตแบบครบวงจร และรูปแบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนจึงขนานนามว่าเป็น  “โตโยต้าแห่งวงการแฟชั่น”

ZARA – The TOYOTA of Textile Industry

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง พนักงานประจำที่ชอบทำงานไม่ประจำ ผู้ริเริ่มนำ “DESIGN THINKING” วิธีการสร้างนวัตกรรมจาก ซิลิคอน วัลเลย์ มาใช้ในองค์กรชั้นนำของไทย และเป็นอาจารย์ไม่ประจำ ที่สอนเรื่องนี้เป็นประจำที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักการอ่าน การเขียน เป็นชีวิตจิตใจ